°¨¨°º© J-Low ©º...'s profile.•´¯`ღ°•.♥ เพราะชีวิตต้อ...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
ทริปภูสอยดาว 4-6 ก.ย.52 (โหด มัน ฮา กับ TKT) version 2009 (ใครเคยไปภูสอยดาวก่อนหน้านี้ อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปแว้วก้าบ)
อยู่ๆ ก็อยากลุยขึ้นมา โปรแกรมที่อยากไปมากทริปหน้าฝน คือ พิชิตภูสอยดาว อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ มีเวลาเตรียมตัวเพียง 1-2 อาทิตย์เท่านั้น หลังจากที่ ชวนใครต่อใครก็มีแต่คนขอบาย (โหด สะแด่วววว เกินไป) จึงเลือกที่จะไปแจมกับคณะ TKT (Trekkingthai.com) ทางทีมงานแจ้งข่าวสาร-การเตรียมตัว เพื่อให้ ทุกคนพร้อมและทราบถึงความหฤโหด และแล้ววันเดินทางก็มาถึง
3 ก.ย. 52 จำนวนสมาชิกเฉพาะคณะ TKT จำนวน 6 ตู้ @ 9 ท่าน staff ที่คอยดูแลของแต่ละตู้รวมถึงแม่ครัว น่าจะรวมประมาณ 8 ท่าน ได้เวลา 3 ทุ่มครึ่งเดินทาง
4 ก.ย. 52 ถึง อช.ภูสอยดาวประมาณ 05.00 น. ล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดพร้อมลุย จัดเสื้อผ้าของใช้ทุกอย่างใส่ถุงพลาสติกให้หมด แพ็คกระเป๋าให้เรียบร้อย น้ำหนักไม่เกิน 10 โล (แยกเสื้อผ้าและเครื่องอาบน้ำขากลับฝากไว้ที่รถตู้ ไม่ต้องรอลูกหาบ มาถึงไวก็อาบน้ำได้เลย) เอาไปส่งให้ทีมลูกหาบ ทานอาหารเช้าและรอรับ ข้าวกล่องมิ้อกลางวันทานระหว่าง จากนั้นได้เวลา start ที่ตีนภู Go 08.30 น. [ระยะทางรวม 6.50 ก.ม.(แม้ว)] ผ่านมาหลายเนิน มาเดี้ยงตรงเนินมรณะ เป็นภูเขาสูงชัน เดิน 3 เก้าพักๆๆๆ แดดเปรี้ยง ไม่มีต้นไม้ เราใช้เวลาถึงลานสน (จุดกางเต้นท์) 13.00 น. (สถิติที่คนไม่ธรรมดาทำไว้คือใช้เวลา 1 ชม.ครึ่ง โอ้วววว) มาถึงลานสนภูสอย ดาวก็พบกับทุ่งดอกหงอนนาคบานสะพรั่ง วะ อะ ฮ่า....ชื่นชมกันค่ะ point ของทริปนี้ จากนั้นก็เดินอีกนิสสสถึงจุดกางเต้นท์ มาถึงก็ช่วยกันกางเต้นท์คนละไม้คนละมือ (กางเต้นท์เป็นก็งานนี้ล่ะ อิอิ) เอาสัมภาระเข้าเต้นท์ หุหุ ได้เวลาต้องเข้าไปเยี่ยมชมห้องน้ำของภูสอยดาว เหอๆ วิชาลูกเสือที่เคยได้ร่ำเรียนมาได้งัดออกมาใช้ก็รอบนี้ล่ะ ก่อนจะเข้าห้องน้ำต้องตามหาคุณถัง กับคุณขันน้ำ เพราะมันมักไม่ได้มาด้วยกัน เมื่อได้แล้วก็เดินลงไปที่ลำธารเอาถังตักน้ำขึ้นมา ตักได้เท่าที่กำลังเราจะหิ้วไหว เหอๆ (พยายามเข้าห้องน้ำให้น้อยที่สุด หุหุ เด๋วนี้มีก๊อกน้ำเปิดให้ใช้ 1 จุด อยู่ใกล้ๆ ทางเดินเข้าห้องน้ำ) นักท่องเที่ยวมากันมากมาย พักผ่อน เดินเล่น ชมดอกหงอนนาคที่บาน สะพรั่งทุกพื้นที่ มื้อเย็น 19.00 น. ประทับใจข้าวมื้อแรกบนภู-ข้าวแฉะ อิอิ++ อาหารอาหย่อย รสชาติใช้ได้ทีเดว (หรือหิว) เหน่อยล้ามาทั้งวัน คืนนี้หลับอย่างทรมาน ปวดระบมไปหมด แง่มๆ ^^
5 ก.ย. 52 ตื่นรับอรุณเช้านี้ด้วยไอหมอกที่ลอยอยู่หน้าเต้นท์ตัดกับต้นสนสูงใหญ่ แสงแดดอ่อนๆ เริ่มทอแสงมา ดอกหงอนนาคเต็มทุ่ง พร้อมบานให้ชมอยู่หน้าเต้นท์มีน้ำ ค้าง ว้าววว รับกาแฟร้อนๆ-ขนมปัง ตามด้วยข้าวผัดอเมริกัน+แกงจืด วันนี้ต้องตุนค่ะ
เตรียมตัวเดินลุยน้ำตกสายทิพย์ มีให้เลือกเดิน 2 แบบ คือ แบบรอบเล็ก (น้ำตกสายทิพย์) กะรอบใหญ่ (น้ำตกสายทิพย์+น้ำตกขุมทรัพย์) เราเลือกที่จะลุยรอบใหญ่ ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว ต้องไปให้เห็นกะตา ใครไม่เจ๋งอย่าไปรอบใหญ่ (ไม่เจ๋งแต่อยากไปอะ) เพราะทางลำบาก เจอทากกันถ้วนหน้า adventure มาก ต้องเดินด้วยความระมัดระวัง ลื่นมาก ใครโชคดีก็เจอทากไป เราเกาะติด staff มือ 1 จุดที่ชอบมากที่สุดเมื่อถึงตัวน้ำตกขุมทรัพย์แล้วต้องโหนเชือกขึ้นไปข้างบนเขา มันส์ จากนั้นต้องเดินลุยต่อ ด้วยทาง เส้นเล็กๆ เกาะขอบเขา ด้านขวาคือเหว โหะๆ ไม่กล้ามองเบื้องล่างง่ะ โอ้ว หล่นไปคงไม่น่าดู สยอง..... ถึงลานสนเบื้องหน้าเป็นกลุ่มแรก หุหุ จากนั้นหิวมากมาย ต้อง เบิ้ลค่ะ เมนูมื้อเที่ยงราดหน้า บ่ายเดินชมทุ่งหงอนนาคด้านหลังที่เป็นจุดแบ่งไทย-ลาว เย็นๆ ก็เดินชิวๆ ขมวิว .... 19.00 น. มื้อค่ำ คืนนี้ได้เห็นพระจันทร์ทรงกลด ว้าววววว ใครไม่ง่วงก็ตั้งวงเป่ายิ้งฉุบ อิอิ หรือล้อมวงนั่งคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
6 ก.ย. 52 เก็บข้าวของกันแต่เช้า แพ็คของเตรียมให้ลูกหาบ เ ก็บเต้นท์ รวมถึงล้มเต้นท์เพ่อนๆ อิอิ หม่ำข้าวต้มเรียบร้อยแล้ว Go ลงภู 08.00 น. ถึงตีนภู 10.50 น. อาบน้ำ ทานมื้อเที่ยง ข้าวกระเพราไข่ดาว, ส้มตำ, ไก่ย่าง อิ่มแล้วก็เดินเล่น รอกระเป๋าจากลูกหาบ รอ.....4-5 โมง ชักหิว โซ้ย ส้มตำกะน้ำตกหมู.....รอจนกระเป๋าใบ สุดท้ายของตู้เรามา 18.30 น. ส่วนอีก 1 ใบ ไม่พบ (เดาเอาว่าน่าจะติดไปกับตู้อื่น เพราะแท็กที่ติดทีมเราเป็นสีแดง น่าจะติดไปกับตู้แท็คสีส้ม แล้วก็เป็นตามนั้น) ออกเดินทาง 18.50 น. ถึง กทม. 03.00 น. วัน จ. นี้จึงเป็นวันที่ต้องมาทำงาน.....ยังไม่ได้นอน ขาก็อักเสบ เหอๆ (กลับมาจากทริปนี้ กล้ามเนื้อที่ขาอักเสบ บวมเป่ง เดินไม่ค่อยได้ ปวดอยู่ 2 วัน หายเร็วเกินคาด เหอๆ)
ความประทับใจที่ได้จากทริปนี้ 1. โหด มันส์ ฮา ครบรส อย่างนี้..ที่เราต้องการ 2. พี่ๆ ทีมงาน TKT น่ารักทุกคน Confirm ดูแลทุกคนในคณะอย่างทั่วถึง อาหารอาหย่อย อยู่ดี กินดี นอนหลับ ฝันดี ไม่ต้องกลัวว่าน้ำจะเข้าเต้นท์ 3. เพ่อนๆ สมาชิก ที่ร่วมเดินทาง พูดได้ว่าคุณตัดสินใจที่จะมาลำบาก จึงพร้อม..ทุกรูปแบบ ไม่มีใครเป็นภาระ ประทับใจกลุ่มพี่ๆ อายุ 50 up ลุยเจงๆ ไม่มีบ่น ไม่มีเร่องมาก 4. ได้รับมิตรภาพใหม่ จากเพ่อนใหม่ คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 5. ถือว่าทริปนี้โชคดีมาก เจอฝนน้อยที่สุด ทากก็ไม่เจอ ตัวคุ่นก็ไม่โดนกะเค้า 6. ฯลฯ.............
สิ่งที่อยากให้ปรับปรุง ระบบลูกหาบ ยังไม่ค่อยดีค่ะ (หากเทียบกับภูกระดึง คนละชั้นเลยอะ) อยากให้ผู้เกี่ยวข้องรวมถึงเจ้าหน้าที่บน อช.ภูสอยดาว ปรับปรุงค่ะ
ซมรูปทริปภูสอยดาวนี้ได้ที่
ดูข้อมูลเพิ่มเติมทัวร์ภูสอยดาวของ TKT ได้ที่
รวมทริปอัมพวา จ.สมุทรสงครามเพราะอยู่ใกล้ จึงได้แวะเวียนไปบ่อยๆ เสมือนบ้านหลัง 1
“หากวันนึงอัมพวาเปลี่ยนไป เราก็จะเลือกจำวันวาน-อัมพวาตลอดไป”
>> ทริป อัมพวา 16 ส.ค. 2552 เบิ่งรูปได้ใน https://cid-8287b3c4c01d9287.skydrive.live.com/browse.aspx/Trip%20AmPhawa%2016-08-09
>> ทริปอัมพวา 17 ม.ค. 2552 ไม่ได้เอาขึ้นค่ะ
>> ทริป ดอนหวาย-อัมพวา 14 ธ.ค. 2551 เบิ่งรูปได้ใน https://cid-8287b3c4c01d9287.skydrive.live.com/browse.aspx/DonWai%5E_AmPhaWa%2014-12-08
>>ทริป อัมพวา 11 ต.ค. 2551 โดน copy รูป เลยบล็อคไว้ค่ะ
>> อ่าน blog เรื่องราวของอัมพวาเพิ่มเติมได้ใน http://jow-jay-pai.spaces.live.com/blog/cns!8287B3C4C01D9287!2278.entry
อีกครั้งกับทริป อยุธยา 15 ส.ค. 2552ไปอยุธยามาครั้งล่า (เฉพาะกะ family) เจอน้องฝนซะ เปียกโซ้ก รอบนี้ขอแก้ตัว พาไปตะลอนกันใหม่
ออกจาก กทม. 08.30 น. ใช้เส้นทางบางปะอิน แวะ (1) วัดพนัญเชิง
(2) วัดใหญ่ชัยมงคล แวะกินก๋วยเตี๋ยววัดใหญ่กันก่อนจากนั้นเข้าวัด
(3) วัดพระศรีสรรเพชร ตามหาโรตีร้านดังอยู่หน้าเซเว่นตรงข้ามกับ ร.พ. ต่อคิวยาวซะ
(4) วัดท่าการ้อง
(5) วัดกษัตราธิราช
จบ trip นี้ ด้วยรอยยิ้มม่วนชื่น จะไปพระราชวังบางปะอินต่อ แต่เช็คเวลาแล้วคงไปไม่ทัน เน่องจากปิดจำหน่ายตั๋วตอน 16.00 น. และปิดทำการ 17.00 น. เอาบุญมาฝากเพ่อนๆ ด้วยก้าบ
หากใครสนใจทริปไหว้พระอยุธยา 9 วัด ดูภาพเพิ่มใน
หรือ อ่าน blog ข้อมูลทริปไหว้พระอยุธยา 9 วัด ได้ใน blog http://jow-jay-pai.spaces.live.com/blog/cns!8287B3C4C01D9287!1275.entry
อีกครั้งกับทริป ตามหาทุ่งดอกกระเจียวสวย 24-25 ก.ค. 2552นัดวันเดินทางกันเรียบร้อย family…go อีกแล่ว อิอิ
24 ก.ค. 2552 เดินทางกันแต่เช้า ถึงซะที ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิตย์ จ.ชัยภูมิ แวะหาของอร่อยลงท้องกันที่ร้านอาหารพื้นบ้านลาบเป็ดชื่อดังย่านนั้น สั่งไก่ทอดสมุนไพร, ผัดเผ็ดหมูป่า, ส้มตำปู-ปลาร้ารสแซ้บ..แซบ, ต้มยำปลาทับทิม, ลาบเป็ด เต็มโต๊ะเรยอ่า หิวจัด หุหุ รสชาติเยี่ยมใช้ได้ทีเดว (หิวจนลืมถ่ายรูปความอร่อยมาให้ซมกัน อิอิ) คุณลุงคุณป้าเจ้าของร้านใจดี อิ่มหนำพุงกางกันแระ (เริ่มเดินไม่รอดอะจิ ติดพุง)
จากนั้นไปเดินย่อยกันต่อที่ อช.ป่าหินงาม ลั้ลลา กันกะทุ่งดอกกระเจียวแสนสวย กะ ลานหินงาม ท่ามกลางสายหมอก บรรยากาศนี้...มิอาจลืม
จากนั้นก็แวะไหว้พระกันต่อที่วัดเขาประตูชุมพล (วัดป่า) อยู่ตรงทางแยกหากเลี้ยวขวาคือไป อช.ป่าหินงาม หากเลี้ยวซ้ายคือไปวัดเขาประตูชุมพล เป็นทางลูกรังถนนดำยัง เข้าไปถึง ขับเข้าไปไม่ลึก บรรยากาศใช้ได้ทีเดียว เงียบสงบ ปลอดภัย โดยส่วนตัวเคยได้ยินชื่อเสียงมาเช่นกัน เหมาะมานั่งสมาธิ สัญลักษณ์ของวัดเขาประตูชุมพล คือ เจดีย์รูปเก๋งจีน ท่านเจ้าอาวาสบอกว่ากำลังจะทุบทิ้งเน่องจากไม่ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งก็น่าเสียดาย สร้างมาประมาณ 20 กว่าปีแล้ว ชื่อของวัดมาจากป่าด้านในมีซุ้มเขาประตู ชุมพล ศักดิ์สิทธิ์ทีเดียว ให้มาขอพรและลอดซุ้มประตูชุมพลนี้ (หินมีลักษณะเม๋นลอดท้องช้าง) มาวัดนี้เป็นครั้งแรก รู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก สมองปลอดโปร่งเรยอ่า เงียบสงบดี เห็นระฆังของวัด ก็แอบยิ้มว่าเข้าใจทำนะ อืม....ไอเดียเค้าดี เจงๆ จากนั้นเข้าที่พัก
25 ก.ค. 2552 เช้าวันใหม่ เดินทางกันต่อ โคราช แวะ อท.ประวัติศาสตร์พิมาย (อีกแล่ว),
ปราสาทพนมวัน,
หลวงปู่โตของคุณสรพงษ์ ชาตรี (อีกแล่ว)
จบทริปนี้ด้วยความม่วนชื่น และหยาดเหงื่อ เน่องจากร้อนซะ เหอๆ เดินทางกลับ กทม. ลั้ลลา วันทิตว่าจะไปอยุธยากันต่อ แต่ม่ายไหว เอาไว้รอบน่า เหอๆ
>>--> ชมรูปทริปนี้ได้ใน ทริปตลาดน้ำสี่ภาค (Pattaya Floating Market) 11 ก.ค. 52โปรแกรมที่คิดขึ้นได้ใน but now ไปไหนดีอ่า ใกล้ๆ กทม. ได้ยินเสียงเล่าลือมาสักพักจากบรรดาผองเพ่อน...ตลาดน้ำ 4 ภาค ลองไปยลโฉมหน่อยซิเออ เดินทางกันแบบ ไม่ต้องรีบร้อน
08.00 น. ใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ เข้า ถ.สุขุมวิท-พัทยา ขับตะลอนๆ ชมวิวหาดจอมเทียน ว้าวๆ ไม่ได้มาซะนาน หาดขาวกว่าเมื่อก่อนเยอะเรยอ่า 10.00 น. ถึงเขาพระตำหนัก จุดชมวิวที่สวยที่สุดของเมืองพัทยา หากใครมาพัทยาแล้วไม่ขึ้นมาชมความสวยงามของวิวมุมสูงที่นี่ ถือว่ามาไม่ถึงพัทยาเลยทีเดียว
11.00 น. ตะลอนกันต่อแวะ outlet ชมและช้อปสินค้าแบรนด์เนมราคาลดพิเศษกันหน่อย (มะได้แอ้มเงินเราหรอก ฮิฮิ)
12.00 น. แวะทานอาหารทะเลกันที่ “บ้านอำเภอซีฟู้ด” ซีฟู้ดมื้อเท่ยงของเรา อูว์ เมนูแนะนำปลาเก๋าทอดราดพริกขี้หนู ปลาตัวพ่อก้าบ เมนูยำก็เปงมะพร้าวอ่อนใส่กุ้ง แชบ้วยกะปลากหมึก แซบอีหลีเด้อค่ะ กะต้มยำกุ้งแชบ้วย หงิหงิ ดีที่ปูกรรเชียงทอดมาไม่ถึง เน่องจากพ่อค้าปูยังไม่มาส่ง มะงั้นเดือนร้อนคนกิน อิอิ++ อิ่มหนำกันแล้ว ก็ไปเดินย่อยกันต่อ
13.00 น. ถึงเป้าหมายของการเดินทางวันนี้ “ตลาดน้ำสี่ภาค” เราเลือกจอดรถในที่ของโครงการด้านหน้าเต็ม (น่าจะจอดได้ไม่เกิน 30 คัน) จึงไปจอดด้านใน (ลาน จอดรถด้านในรองรับได้เยอะเรยจร้า) มีเจ้าหน้าที่เดินตรวจตราดูแลรถให้ตลอด รับรองรถไม่หาย เคยอ่านในกระทู้เจอว่ามีคนมาเท่วตลาดน้ำสี่ภาคแล้วโดน ทุบกระจกรถ เราคิดว่าน่าจะเป็นลานจอดรถที่ติดกับด้านหน้าของโครงการ (อยู่ติดถนนใหญ่ด้านซ้ายมือถึงก่อนโครงการตลาดน้ำ ส่วนใหญ่ที่คนเลือกจอดกัน น่าจะเป็นเพราะไม่ต้องเดินไกล เดินลัดเข้าด้านข้างของตลาดน้ำได้เลย แต่ดูแล้วก็ไม่น่าจะโดนทุบนะ เพราะมีรถขับผ่านตลอด แต่มีบางคันที่จอดใต้ต้นไม้ อันนี้อาจเป็นไปได้) ถึงแดดจะแรงแค่ไหน ก็เดินกันถวายชีวิตจร้า (ร่มเอย หมวกเอย พกกันมาด้วยนะคะ ได้ใช้แน่นอน) ยังสร้างได้เรื่อยๆ บรรยากาศเหมือน เราอยู่ในคลองและกำลังเดินเล่นบนเรือนไม้ แล้วมีข้าวของแต่ละซุ้มแต่ละภาคให้เราชมซะเพลินเรยอ่า อัมพวาจะร่มรื่นกว่า แ ต่ก็ถือว่าหากใครมาเท่ว พัทยา-ชลบุรีแล้ว ก็น่าจะแวะมาเดินเล่นชิวๆ ที่นี่ โดยเฉพาะบรรยากาศยามเย็น-ค่ำ น่าสนเชียวล่ะ
15.00 น. เดินกันจนตัวเปียกชุ่ม ฉ่ำปอด เท้าเริ่มก้าวไม่ออก เต็มที่กันแร้วกับแดดแรงๆ...แรงได้อีก ในตลาดน้ำสี่ภาค จากนั้นบ่าย 3 ก่อนกลับเข้า BKK แวะ outlet ของ flynow เดินชิวๆ ทิ้งท้ายวันนี้ ถึงบ้าน 5 โมง หงิหงิ มายเร็วจังวุ้ย แต่ก็ได้ชาร์จแบตเต็มที่แว้ว เตรียมลุยกับงานต่อไป สู้โว้ย!!
แผนที่ (แปะไว้ก่อนค่ะ มันไม่ยอมมา)
ของดีพัทยา ตลาดน้ำสี่ภาค เปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00 - 24.00 น. ส่วนวันเสาร์ - อาทิตย์ มีการแสดงของแต่ละภาค วนไปตามซุ้มต่างๆ อลังการ ...... ถึงก่อนอลังการ ประมาณ 4.5 กม. (อยู่ใกล้กับจุลสิคพาร์ค) จะเห็นเรือนไทยโดดเด่น
ตลาดน้ำสี่ภาคถือว่าของดีที่ซุกซ่อนอยู่ในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี แม้การท่องเที่ยวในภาพรวมจะซบเซาแต่ที่นี่กำลังได้รับความนิยมจากนักท่อง เที่ยวแวะเวียนมาเยือน อย่างไม่ขาดสาย
การเดินทางก็แสนสะดวกสบาย จากกรุงเทพ เข้าถนนสุขุมวิท เลยพัทยาใต้ไปสักหน่อยก็จะเห็นเรือนไทยพร้อมป้ายขนาดใหญ่เด่นเป็นตระหง่านอยู่ทางซ้ายมือ มีซุ้มประตู น้ำต้อนรับท้าทายให้เราเดินเข้าไปท่ามกลางอากาศร้อนที่อบอ้าว สิ่งแรกที่เราพบเห็นคือ หมู่เรือนไทยท่ามกลางบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่ขุดขึ้นเป็นคลองเล็กคลอง น้อย มีสะพานไม้ทอดเลียบไปให้เดินสัมผัสกับร้านค้าจำหน่ายของพื้นเมืองจากภาค ต่างๆ เดินผ่านเข้าไปจะมีซุ้มเรือนไทยประดิษฐานพระพิฆเนศแกะสลักจากไม้ ขนาดใหญ่ให้ไหว้บูชา
ขณะที่ บนสายน้ำมีเรือจอดเทียบจำหน่ายอาหารนานาชนิดๆ ส่ งกลิ่มหอมเย้ายวนให้เลือกซื้อมาลิ้มลอง ทั้งก๋วยเตี๋ยวเรือ ไข่ปลาหมึกย่าง ไข่กระทะ ผลไม้นานาชนิด ที่ จำหน่ายในราคาคนไทยแบบไม่แพงจนรับไม่ได้ ห ากเหนื่อยล้าไม่คิดจะย่างเท้ายังมีบริการล่องเรือให้สัมผัสวิถีชีวิตพื้นบ้าน แบบไทยๆ อย่างใกล้ แต่หากมี แรงเดินต่อบนสะพานไม้ที่ทอดยาวไปจะมีร้านค้าจำหน่ายของแปลกๆ แต่เราอาจจะชินตาจากตลาดน้ำอัมพวาวางขายอยู่เป็นระยะ ทั้งร้านของเล่นที่ย้อนไปสมัย พ่อแม่เราเป็นเด็ก ที่ทำให้เพลิดเพลินให้เลือกซื้อหาไม่น้อย
แต่แล้วก็ต้องมาสะดุดกับนักดนตรีแปลกๆ กลุ่มนี้ที่บรรเลงเพลงขับกล่อมผู้คนที่ผ่านไปมาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม เดินต่อไปจนเกือบสุดทางฝูงแพะร้องเชิญชวนให้เราซื้อนม ป้อนจนใครหลายคนอดใจไม่ไหวต้องควักกระเป๋าจนได้ นอกจากนี้ ตลาดน้ำสี่ภาคพัทยายังมีการแสดงวัฒนธรรมไทยไว้ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติได้รับชม ทั้งฟ้อนรำจากภาคต่าง ๆ หากคิดสนุกจะร่วมแข่งมวย ทะเลที่ผู้ชมต่างส่งเสียงเชียร์ลั่นก็ได้
ตลาดน้ำสี่ภาคพัทยาเปิดแต่สายๆ จนถึงดึกเที่ยงคืน หากมาในเวลากลางวันอย่าลืมพกร่มหรืออุปกรณ์คลายร้อนมากัน๊า
นอกจากแสงสียามค่ำคืนแล้ว เราลองมาดูสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ของพัทยากัน
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ปราสาทสัจธรรม (The Sanctuary of Truth)
เป็นสถาปัตยกรรมไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่บริเวณแหลมราชเวช ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ชาวบ้านเรียกชื่อปราสาทแห่งนี้โดยทั่วไปว่า “วังโบราณ” หรือ “ปราสาทไม้” เป็นปราสาทไม้ริมทะเลที่อลังการตระการตา งดงามด้วยประติมากรรมและลวดลายแกะสลักที่สะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์ ภูมิปัญญา คุณธรรมและปรัชญาของคนในโลกตะวันออก และศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกของมนุษย์ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของศาสนาในฐานะเป็นเครื่องค้ำจุนโลก โดย เน้นหลักสำคัญคือ ก่อกำเนิดทั้ง 7 คือ ฟ้า ดิน พ่อ แม่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาว และคุณธรรม
ข้อประพฤติปฏิบัติทั้ง 4 คือ เทวดาถือดอกบัว หมายถึง ตั้งหลักให้กับโลก - ศาสนา คุณเล็ก วิริยะพันธ์ ผู้ก่อตั้งเมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ ได้เริ่มออกแบบ และก่อสร้างปราสาทสัจธรรมด้วยไม้ทั้งหลัง ในปี พ.ศ.2524 โดยใช้ระบบเข้าเดือยไม้แบบ ไทย หรือใส่สลักไม้ นับเป็นงานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแห่งศตวรรษ ซึ่งได้รับรางวัลประเภทรายการแหล่งท่องเที่ยวดีเด่น จากรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ประจำปี พ.ศ. 2551 นอกจากสถาปัตยกรรมชั้นยอด ยังมีกิจกรรมกลางแจ้งอื่นๆ ที่น่าสนใจไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวอีก ไม่ว่าจะเป็น ขี่ม้า นั่งรถม้า ขี่ช้างชมปราสาทสัจธรรม ขับเรือเร็ว นั่งเรือ เร็วชมปราสาททางทะเล ขับรถเอทีวี กระโดดหอ ทอสอบกำลังใจและกิจกรมกลางแจ้งอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งนี้ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00น.-17.00น. รอบสาธิตการฝึกโลมา แสดงทุกวัน เวลา 11.30 น. และ 15.30 น ค่าเข้าชมท่านละ 500 บาท ติดต่อสอบรายละเอียดล่วงหน้าได้ที่ โทร. 038-367-229,038-367-915 หรือเว็บไซต์ www.sanctuaryoftruth.com
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บ้านสุขาวดี
เป็นคฤหาสน์ริมทะเลพัทยา ตั้งอยู่บริเวณชายทะเล อำเภอบางละมุง บนเนื้อที่กว่า 80 ไร่ ตัวบ้านเป็นสถาปัตถกรรมประยุกต์แบบโรมันที่ใช้โทนสีชมพูและฟ้าเป็นหลัก ภายในมีการตกแต่งที่หรูหรา ด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่โดดเด่นสไตล์ยุโรป เปิดให้นักท่องเที่ยว และผู้ที่สนใจเข้าชม บ้านสุขาวดีเป็นบ้านของคนไทย โดยเจ้าของคือ ดร.ปัญญา โชติเทวัญ เจ้าของธุรกิจสหฟาร์ม
ประวัติของบ้านสุขาวดี บ้านสุขาวดี เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี 2543 บนเนื้อที่ 12 ไร่ ติดถนนสุขุมวิท หลักกิโลเมตรที่ 129 ห่างจากที่ว่าการอำเภอบางละมุง ประมาณ 1 กิโลเมตร มีชายหาดยาว 400 เมตร ปัจจุบันมีเนื้อที่กว่า 80 ไร่ “บ้านสุขาวดีเปิดกว้างขึ้นด้วยเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ผู้มีโอกาสได้มาสัมผัสเป็นเจ้าของร่วมกันและได้ค้นพบถึงสัจธรรมในการดำเนินชีวิต พร้อมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายที่ควร สักการะ อาทิเช่น พระพุทธเจ้าปางประสูติ , พระแม่กวนอิม , พระเจ้าตากสินมหาราช , รัชกาลที่ 5 , กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือพระบิดาแห่งราชนาวีไทย เป็นต้น ทุกสิ่งทุกอย่างในสถานที่แห่งนี้ถูกกำหนดขึ้นอย่างมีดีไซน์ ประกอบด้วยศาสตร์ และศิลป์อย่างลงตัว สมดุล และมีเหตุมีผล ด้วยบรรยากาศเงียบสงบ แวดล้อมด้วยพันธุ์ไม้ และภูมิทัศน์ที่งดงาม และยังมีอาคารโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรม ด้วยอำนาจของความรัก ความเมตตา ของผู้สร้างซึ่งไม่เคยยอมแพ้และไม่ยอมให้ความจนเป็นข้อจำกัดใน ชีวิต ขอให้สิ่งเหล่านี้เป็นกำลังใจ หรือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแง่คิดที่จะนำพาท่านไปสู่จุดหมาย” ดร.ปัญญา
บ้านสุขาวดี ประกอบด้วยอาคารหลักๆ ดังนี้ 1. อาคารพระแม่กวนอิม (Main building & Goddess of Mercy) ทั้งนี้ บ้านสุขาวดีเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าไปเที่ยวชมความงามในวันธรรมดาจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 – 18.00 น. เฉพาะบริเวณด้านนอกของบ้าน แต่ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จะเปิดให้เข้าชมภายในตัวบ้าน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. และยังสามารถขึ้นไปยังชั้นดาดฟ้าเพื่อเข้าไปสักการะเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งได้รับการล่ำลือว่าศักดิ์สิทธิ์ขอพรสิ่งใดก็ได้ดังปรารถนา อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ – บุคคลทั่วไป 200 บาท ติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ทางโทรศัพท์หมายเลข 01-572-4067, 09-813-2971, 038-223454
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
>>--> ชมรูปทริปนี้ใน |
|
|