°¨¨°º© J-Low ©º...'s profile.•´¯`ღ°•.♥ เพราะชีวิตต้อ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    เขาค้อ-ภูทับเบิก-ภูหินร่องกล้า 15-16_01_52

    Drop เที่ยวช่วงปีใหม่ เนื่องจากประชากรคับคั่งทุกพื้นที่ หุหุ หลังปีใหม่ ได้เวลาของเรา group family Let's Go...Yeh!!

    ว่าแต่มานน๋าวหนาดนี้ กทม. 10 ก่าองศา จะไหวกันไหมเนี่ย เช็คอุณหภูมิยอดภูไม่ต่ำก่า 5 องศา ชิวๆ โฮะๆๆ

    15-01-09 ออกเดินทางกันแต่เช้า ใช้เส้นทางหล่มสัก ทางหลวงที่ 21 ถึงเพชรบูรณ์เที่ยง จากนั้นแวะเที่ยว พระตำหนักเขาค้อ, อนุสรณ์ผู้เสียสละเขาค้อ-ฐานอิทธิ, พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก, แวะชิมกาแฟ ที่ Coffee Hill+ชมวิว+ถ่ายรูป

    จากนั้นรีบตีรถไปภูทับเบิก ประมาณ 17.oo น. คืนนี้เรากางเต้นท์นอนกันที่นี่  ดึกมากจะขับลำบาก เราใช้เส้นทางที่เขาไม่ไปกัน วิ่งเส้นหล่มเก่า เหอะๆ โอ้แม่เจ้า เส้นนี้ใกล้สุดแร้ว แทบจาบิน ไส้ถ้ามันออกมาได้คงออกมาแระ ถนนดีแค่ช่วงแรกจากนั้นนรกค้าบพี่น้อง ซ่อมกี่รอบก็ได้แค่นี้ค้าบ เนื่องจากเส้นนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนพื้นที่วิ่งกัน กับ ทหาร ใช้ขนส่งผลผลิต รวมถึงขี้ไก่ที่ใช้เป็นปุ๋ย ดูข้อมูลแร้วล่ะว่าให้วิ่งเส้น-นครไทย ที่ไปภูหินร่องกล้าแต่มันอ้อม เราเลยต้องยอมรับแต่โดยดี ลุ้นกันตลอดทาง เหงื่อแตกซิก ^_^”” ผ่านการเดินทางที่ทรมานจนถึงบนภูโดยสวัสดิภาพ ถึงประมาณ 18.30-19.00 น. ลงจากรถได้มือไม้ขาสั่นกันซะ เจออากาศน๋าวอีกแทบช็อค เริ่มมองหน้าพ่อกับแม่และน้อง กรูพาท่านมาลำบากซะแระ น๋าวซะเดินแทบไม่ได้ เที่ยวมาก็พึ่งจะเจอน๋าวสะใจโก๋ได้ขนาดนี้ น้องสาวไปสวิสฯ มาบอกติดลบ 7 ยังชิวๆ เจอทับเบิก 4 องศาแทบตายง้าบ เรามองหาทำเลในการกางเต้นท์ ด้านบนวิวดีเชียว แต่ลมแรงมาก รีบกางก้าบพี่น้อง เพราะยิ่งดึกมือไม้มันไม่ยอมทำงาน มือใหม่ในการกางเต้นท์ซะด้วยเรา ดันซื้อเต้นท์หลังใหญ่ ลมก็แรง จาได้นอนมั้ยกรูคืนนี้  ^T^””  รีบไปตามคุณลุงเจ้าหน้าที่ให้มากางเต้นท์ให้ หุหุ แป้ปเดว เสร็จ ให้ติ้บลุงไป (รอบหน้า กรูกางเปงแร้วเว้ย!!) จากนั้นขนของเข้าเต้นท์ สั่งข้าว ชาร์ตแบททิ้งไว้ที่บ้านเจ้าหน้าที่  รีบกินรีบเข้าเต้นท์กัน น๋าวโคตร มื้อนี้ข้าวไข่เจียวคนละจาน (จานละ 30 บาท) ขอกินแบบร้อนๆ แป้ปเดว เยง ดีที่ซื้อปลาย่างตัวใหญ่ติดมา เหงมีเตาเค้ากำลังผิงไฟกัน จึงขอเค้าอุ่นปลา แป้บนึง เพราะนอกจากไข่เจียวแร้วมะมีไรให้สั่งง้าบ กินกันด้วยความรวดเร็วโดยอัตโนมัติ แวะล้างหน้าโฮะๆๆ น้ำหรอเนี่ย แค่แตะหน้า จมูกแดงปรี้ด วันนี้ของดอาบน้ำ แฮ่ะ ช่วยคนบนภูประหยัดน้ำ  สงสัยคืนนี้ทุกเต้นอะนะ มะมีใครอาบน้ำหรอก คริ คริ จากนั้นเดินกลับเต้นท์ ระหว่างที่เดินโอ้แม่เจ้า มายมันเยงยังนี้ฟร้ะ เบียร์กระป๋องที่เอาติดตัวมา แทบไม่ได้แตะกันเรย มือไม้ซุกติดตัวเรย อิอิ++ นอนท่าไหน ท่านั้น ลมแรงมาก เสียงลมตีกับเต้นท์ เต้นท์กรูจะพังมั้ยเนี่ย สรุปนอนม่ายหลับอีกแร้วกรู เมื่อหร่ายจะเช้าเนี่ย โอ้ยยยยยยยยย ทรมาน!!!

    16-01-09 อุณหภูมิเช้านี้ 4 องศา หุหุ มีแม่คะนิ้ง  ดีที่มานม่ายขึ้นข้างเต้นท์ หุหุ 

    ตื่นขึ้นมารอบแรกตี  5 แต่มะไหว มานชาไปทั้งตัว  งีบต่อ... 

    ตื่นรอบที่ 2 ประมาณ 7 โมง มือไม้ ไม่ยอมทำงาน ทำไงดีละกรู ยังน๋าว จะเก็บเต้นท์กันยังไง น๋าวเหน็บขนาดนี้ ยังไงก็ต้องลุกอะนะ ไปล้างหน้าแปรงฟันเหน็บเอากล้องสุดรักไปด้วย แวะเข้าไปเอาแบทที่ชาร์ตไว้ พร้อมกับกินกาแฟร้อนๆ ซักแก้ว จากนั้นถือกาแฟไปให้พ่อกับแม่ที่เต้นท์คนละถ้วย ส่วนน้องยังนอนอยู่ เราเรยไปเดินเล่น ดูพระอาทิตย์ขึ้น เก็บวิวตอนเช้า คนยังไม่เยอะ มือจะกดชัตเตอร์ยังกดไม่ค่อยจะได้ โอ้โฮเฮะ ร่างกายมันไม่ไหว เหมือนมือจะหัก น่าก็ชา  ปากก็สั่น ......จากนั้นกลับเต้นท์ 

    08.00 น.ได้เวลาเก็บเต้นท์-สัมภาระ เพื่อเดินทางกันต่อ (มานก็ยังน๋าวอะนะ มือไม้มันชาก็ต้องทำ ใส่ถุงมือเก็บเต้นท์ อิอิ++ แม่เจ้าเว้ยยยยย)  

    09.00 น. ออกเดินทางแวะหมู่บ้านทับเบิก ไหว้พระที่วัดป่า (พระวิหารทองวิจิตร-สถานที่รับน้ำฟ้ากลางหาว) เปงวัดที่เงียบสงบมาก เหมาะนั่งสมาธิ ส่วนพระมหาธาตุเจดีย์ (เจดีย์เพชร 37 ยอด)  อยู่ระหว่างก่อสร้าง สอบถามอีก 7 ปี ถึงจะสร้างเสร็จ จากการคำนวณอีก 7 ปี ถ้ามาอายุคงขวบโข++ ??? ระหว่างทางแวะชมสวนดอกไม้ฟักทองยักษ์บ้านทับเบิก แวะทุ่งกะหล่ำ เราเลือกทุ่งที่กำลังดอกโต ซึ่งเหลือน้อยแร้ว (ช่วงที่ดอกกะหล่ำออกเยอะที่สุดจะเปงช่วงปลายฝนต้นน๋าว ประมาณเดือนพฤศจิกายน)  จากนั้นไป อท.ภูหินร่องกล้า อากาศเหมือนอยู่คนละซีกโลกกับเมื่อเช้า  ร้อนแว้วก้าบ  แวะลานหินแตก, ลานหินปุ่ม, ผาชูธง ฯลฯ

    16.00 น. เดินทางกลับกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหล่มสัก ทางหลวงที่ 21 

    ความประทับใจที่ได้จาก Trip นี้

    สนุก โหด มัน ฮา  ทรมาน น๋าวโค-ตร บางช่วงร้อนถึงร้อนมาก ครบรสง้าบ

    อยากไปอีก อิอิ   ที่แน่ๆ พ่อกะแม่ขอบายแว้ว  ^T^””” รอบน่าชวนปายน๋ายคง Say Yes ยากส์ซะแร้ว


    หากใครไปแร้วอยากไปนอนบนภูทับเบิก ควรแวะเที่ยว เขาค้อ หรือ ภูหินร่องกล้าก่อน แร้วค่อยขับมาทับเบิก แป้ปเดว ถึงง้าบ ทางสะดวกสบาย ก่ากันเยอะ แต่  TRIP นี้เน้นมันส์  เยย เปงอย่างที่เหง   “o_o”

     

    Trip @ ล่องแก่ง-น้ำตกทีลอซู อ.อุ้มผาง จ.ตาก 2 คืน 4 วัน (6-9 พ.ย.51)



    โปรแกรมนี้ plan ไว้นานโข รอตั้งแต่ยังเมษา จนเข้าน่าฝน หากต้องเดินเท้า 20 โล คงมะไหว ^o^"""""  เลื่อนไปเรื่อยๆ เช็คสภาพอากาศกันก่อน
    จนปลายฝนต้นน๋าว ได้ฤกษ์ Go ต้นเดือน พ.ย. สมาชิก 14 ท่าน อัดกันเข้าไปรถตู้ 1 คัน 3 แถว โอ้โฮเฮะ!!!  ทำกันไปได้  ดีนะที่พี่คนขับใจดี มั้กๆ 
    ไม่มีบ่น ไม่มีว่า  นั่งกันได้ นั่งไปน้อง พี่ขับอย่างเดวไม่เดือดร้อน หงิหงิ  O_O
     

    โปรแกรมล่องแก่ง-น้ำตกทีลอซู 3 วัน 2 คืน อ.อุ้มผาง จ.ตาก

    6 พ.ย. 51 กรุงเทพฯ - อ.อุ้มผาง


    เดินทางออกจากกรุงเทพฯ ตามจุดนัดหมาย เวลา 21.00 น. ก่าจะได้ออกประมาณ 4 ทุ่ม 55++ เนื่องจากรอเปลี่ยนรถตู้เปง 4 แถว แต่พอรถมาเจงๆ เราก็เลือกนั่งคันเดิมที่เปง 3 แถว เนื่องจากวางของได้เยอะก่า กว้างขวางก่า ++++

     

     เส้นทาง จ.ตาก นี่ถ้าใครเคยไปจะรู้ว่ามันโหดขนาดไหน ถ้าให้เปรียบเทียบกับแม่ฮ่องสอน อืม ตาก..ทางมันจะแคบก่า โค้งเยอะพอๆ กัน แต่นี่โค้งแคบ เหงวัวมันชอบนอนอยู่บนถนน นี่ล่ะปัญหา ทำให้ขับลำบาก ต้องขับไปเรื่อยๆ ทำเอาเรานอนไม่หลับ หันไปซ้ายขวา เพื่อนฉานหลับกันหมก ส่วนฉานเปงอารายเนี่ย ตาเจ้ากำไม่ยอมหลับ การเดินทางคืนนี้มันยาวนานจังฟะ



    วันแรก 7 พ.ย. 51


    ตามโปรแกรม 7.00 น.-  8.00 น.  ถึงที่พักที่บุญช่วยแค้มปิ้ง ถึงจิงประมาณ 9.00 น. แต่ไม่ได้พัก เอากระเป๋าเก็บไว้เฉยๆ ทำภารกิจส่วนตัว ล้างหน้า จัดเตรียมสัมภาระที่จำเป็นที่จะใช้ในคืนแรกที่จุดกางเต็นท์น้ำตกทีลอซู รับประทานอาหารเช้า (มื้อที่ 1) แล้วออกเดินทาง ประมาณ 10.00 น. (ถึง Late ทำให้อดเหง HiLi คือ น้ำตกสายรุ้ง) ล่องแก่งตามลำน้ำแม่กลอง ชมทัศนียภาพ สองฝั่งลำน้ำที่ร่มรื่นไปด้วยป่าเขียวๆ ระหว่างทางมี น้ำตกให้ชมเป็นระยะๆ ล่องเรือมุ่งสู่ทีลอซู ระหว่างทางผ่านแก่งและหน้าผาสูงชมทัศนียภาพที่สวยงาม ล่องมาได้สักพักใหญ่ก็ถึงน้ำตกทีลอจ่อ จอดเรือแวะแช่น้ำร้อนธรรมชาติหรือพักอริยาบท ถ่ายภาพกันตามสบาย ล่องเรือกันต่อผ่าน น้ำตกสายรุ้ง หากมากันเร็วก็จะเห็นสายรุ้ง ถ้าไม่สายก็ไม่เห็น ล่องถึง บ่อน้ำร้อน เรือจอดให้ขึ้นชมบ่อน้ำร้อน ที่นี่มีห้องสุขาไว้บริการ แวะทำธุระส่วนตัวกันให้เรียบร้อย ณ ที่นี่ ลงเรือ ออกเดินทางกันต่อ ผ่านแก่งตะโค๊ะบิ ผาผึ้ง ผาเลือด และอีกหลายผา สวยงามท่ามกลางธรรมชาติ รับบริการอาหารเที่ยง (มื้อที่ 2) ระหว่างทางวิวสวยมีน้ำตกด้วย ล่องเรือยางไปถึงจุดที่จะต้องขึ้นฝั่งเดินเท้าไป 200 เมตรแล้วนั่งรถเพื่อไปยังจุดพักแรมที่หน่วยฯ ทีลอซู

    15.00 น. ถึงจุดพักแรมที่หน่วยทีลอซู จัดสัมภาระเข้าเต็นท์ พักเต้นท์ละ 1-3 คน ทำธุระส่วนตัวกันตามอัธยาศัย อาบน้ำในห้องน้ำ หรือเล่นน้ำในลำธาร ที่นี่มีห้องน้ำห้องอาบน้ำไว้บริการจำนวนหลายหลัง หรือ จะเพลิดเพลินกับการเล่นน้ำในลำธารก็ได้

    18.00 น. รับประทานอาหารค่ำ (มื้อที่ 3) และพักผ่อน คืนนี้หลับเปงตาย เข้านอนกันตั้งแต่ 1 ทุ่ม เฮอะๆ เนื่องจากไม่ได้นำของสำคัญติดตัวกันมา
    เยยนอนกันไว (ไพร่อะจร้า)


    วันที่สอง 8 พ.ย. 51


    ตื่นกันแต่เช้าตรู่ รับประทานอาหารเช้า (มื้อที่ 4) แล้วพาเข้าชมน้ำตกทีลอซู เดินเท้า 30 นาที เข้าไปเข้าชมน้ำตกไม่ไกลผ่านป่าไผ่บรรยากาศร่มรื่น ถึงตัวน้ำตกชมความสวยงามและยิ่งใหญ่ของน้ำตกทีลอซู เที่ยวชมตามชั้นต่างๆ เก็บภาพความสวยงาม สนุกสนานกับการเล่นน้ำ สมควรแก่เวลา เดินกลับแค้มป์ รับประทานอาหารกลางวัน (มื้อที่ 5) หลังอาหารกลางวัน เก็บสัมภาระเตรียมตัวเดินทางกลับ -> น้ำตกทีลอซู สวย สมคำล่ำลือเจงๆ ค้าบพี่น้อง ข้อดีของการมาช่วงเวลาแบบนี้คือ น้ำตกแรง แรง แรง อากาศพึ่งต้นน๋าว ทำให้ยังเร่นน้ำกันได้ ถ้าช่วงน๋าวคงต้องขอบาย น้ำตกชั้นที่สวยที่สุดจะอยู่ชั้นบนขึ้นลำบากนิหน่อย ถ้าใครมาแร้วขึ้นมาไม่ถึงคงเสียดายอะ เพื่อนในกลุ่มบางคนไม่ได้ขึ้นมาด้วย พอมานั่งดูรูปกัน ก็อดเสียดายที่ไม่ขึ้นไป งุงิ  *_*


    จากแค้มป์นั่งรถกลับ ระหว่างทางพาเที่ยวสวนส้มสายน้ำผึ้งและชมถ้ำตะโค๊ะบิ ซึ่งเป็นถ้ำขนาดใหญ่ ชมหินงอกหินย้อย สวยงามแปลกตา อากาศภายในถ้ำเย็นสบาย เดินทางถึงอุ้มผางเข้าที่พักบุญช่วยแค้มปิ้ง ที่พักซึ่งโอบล้อมด้วยลำน้ำแม่กลอง เล่นน้ำหรือพักผ่อนตามอัธยาสัย รับประทานอาหารค่ำ (มื้อที่ 6) และพักผ่อน คืนนี้เรามีคาราโอเค ร้องกันท่ามกลางธรรมชาติ อิอิ เมากันได้นิหน่อยนะจร้ะ ตอนเช้าตื่นกันล่ะ โฮะๆๆ  ถ้าจำไม่ผิดน่าจะปิดรอบกันประมาณตี 2 ถึงได้เพลาแยกย้ายกันไป ^_^"" ส่วนเรานอนมะค่อยหลับ รู้สึกตัวตลอด ฝนดันตกอีกนี่ ตอนเช้าจะเปงยังไงน๋อ นอนได้ 2 ชม. ตื่นประมาณตี 4 อาบน้ำเก็บของ เหอะๆๆ ตี 5 ได้เวลาเดินตรวจ เคาะประตูห้องเพื่อนๆ ตื่นกันได้แร้วจร้า @__@


    วันที่สาม 9 พ.ย. 51


    05.00 น. ตื่นแต่เช้า ทำธุระส่วนตัว ทานกาแฟรองท้องไปก่อน 06.00 น. เดินทางไปชม ทะเลหมอก ชมพระอาทิตย์ขึ้น ชมวิวสวยที่จุดชมวิวดอยหัวหมด สัมผัสอากาศยมเช้าบนยอดดอย ชมวิวสวยๆ มีรถขึ้นไปส่งบนดอยเดินต่ออีก 50 ก้าวก็ถึงจุดชมวิวบนยอดดอย ชมวิว เก็บภาพความสวยงามกันตามอัธยาศัย -> สรุปว่าฟ้าปิด หลายๆ ทีมที่ไปกัน เซง เยย เนื่องจากตอนเช้ามืดฝนลงนิหน่อย เรยได้ภาพทะเลหมอกเปงส่วนหย่าย

    07.00 น. จากนั้นนั่งรถกลับ พี่ๆ ทีมงานพาก้วนเราแวะ Shop ซื้อของที่ระลึกกันที่บ้านครูซัน ครูซันเป็นคน จ.ตาก โดยกำเนิด มีชื่อเสียงในการแต่งเพลง 
    กลับที่พักรับประทานอาหารเช้า (มื้อที่ 7) เสร็จแล้วเตรียมตัวเก็บสัมภาระขึ้นรถเดินทางกลับภูมิลำเนาโดยสวัสดิภาพ (แถมอาหารเที่ยงเป็นข้าวกล่องอีก 1 มื้อ ไปทานที่น้ำตกพาเจริญ)

    ระหว่างทางแวะชมน้ำตกพาเจริญ มี 97 ชั้น เป็นน้ำตกที่มีจำนวนชั้นน้ำตกมากที่สุด รับประทานอาหารกลางวันที่น้ำตกพาเจริญ (อาหารกล่องของพี่บุญช่วย มื้อที่ 8) แวะซื้อของฝากที่ตลาดริมเมย ชายแดนไทย - พม่า มีสินค้าจำพวกหยก พลอยพม่า และของกินของใช้มากมาย, แวะซื้อของฝากจากดอยมูเซอ จากนั้นถึงนครสวรรค์ ซื้อของฝาก รับประทานอาหารค่ำกันเองตามอัธยาศัย ก๋วยเตี๋ยวปลารสเด็ด ข้าวแกง ตามสั่ง ซื้อของฝากกลับบ้าน โมจิสารพัดยี่ห้อของดีนครสวรรค์มีให้เลือกเยอะมาก

    21.00 น. เดินทางถึงกรุงเทพฯ
    ** เวลาและโปรแกรมนี้กำหนดขึ้นในเบื้องต้น ขึ้นอยู่กับระยะทางของแต่ละสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ ***

               

     
    ความประทับใจของ Trip นี้
    1. สมาชิก เพื่อนๆ ทุกคนน่ารักมาก ไม่มีบ่น ไม่มีเรื่องมาก หาที่ลงให้ก้นของท่านเองได้ โดยอัตโนมัติ
    2. เราคัดนางแบบนำเข้ามาทั้งน้าน ถ่ายทำเมื่อไร นางแบบพร้อม!!  อ้า Action แชะ แชะ แชะ
    3. ขอบคุณพี่ๆ ทีมงานของบุญช่วยแค้มปิ้ง ทั้งพี่บุญช่วย, พี่มานพ, พี่บุญยืน (ฉายาหมื่นฟาเรนไฮ), พี่พัฒน์ และไกด์สุดหล่อของ trip นี้ คุณศุภชัย
       ที่ทำให้ trip นี้ น่าจดจำ+ประทับใจสุดๆ
    4. อากาศ D เป็นใจ ไม่ร้อน ไม่น๋าว ไม่มีฝน อากาศสบายๆ นักท่องเที่ยวที่ทีลอซูมีไม่มากจนเกินไป ทำให้ได้บรรยากาศ Good
    5. ฯลฯ
     
    หากมีโอกาสคงต้องไปอีกแน่นอน ขอให้ทีลอซูในวันนี้ คือทีลอซูในวันหน้า ธรรมชาติที่สมบูรณ์ แบบนี้ คงหาที่ไหนมาแทนไม่ได้
     
    --> ตามหาฝัน มาเติมเต็มให้กับชีวิต <--
     
     
     

    Trip @ สวัสดีอัมพวาเมื่อวันก่อน 11-10-51

    อยู่ๆ อยากไป..ก็ไป...อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

     

    วันนี้ฟ้าสดใสไปกับเพื่อนสนิท ไปไหนไปกัน เปง Trip ไป-กลับ

     

    Start 09.00 น. ออกสายๆ ไม่ต้องรีบ (เพราะตลาดน้ำมีช่วงสายๆ-เย็น-ค่ำ) ถึงสมุทรสงคราม 10.00 น.แวะนมัสการหลวงพ่อวัดบ้านแหลม (วัดเพชรสมุทรวรวิหาร) จอดรถในวัดได้เรย ด้านหลังวัดวิวสวยติดแม่น้ำแม่กลอง จากนั้นเดินเสาะหาปลาทูตาม order ที่ตลาดสดอัมพวา (ต้องร้านหนึ่ง & แนน ปลาทูเจ้านี้จะมัน แต่วันนี้ตัวมันเล็กไปนินึง) และเดินเล่นในตลาด ของน่ากินทั้งน้าน คนเยอะ เจง เจง

     

    จากนั้น 11.00 น. ไปอัมพวา หาที่จอดรถ (เราเลือกจอดที่ สน.อัมพวา (ฟรี) เพื่อนแนะนำให้จอดเลียบฟุตบาท ฝั่งติดแม่น้ำเนื่องจากออกง่าย บางที่จอดไว้ออกไม่ได้) เดิน 10 ก่าก้าวก็ถึงอัมพวาแระ ได้เวลาเดิน shop กันแร้ว  ของน่าซื้อ น่ากินทั้งน้าน อิอิ แม่ค้าใจดี ไม่ซื้อไม่ว่า ขอให้มาซม เหนื่อยแร้วอยากนั่งตรงไหนก็นั่ง ไม่มีใครว่า คนอัมพวาเค้าใจดีจิงจิงนะ confirm เดินทุกจุด ทุกหลืบ ทุกซอกทุกมุม

     

    15.00 น. กลับ (ใช้เส้นทางลัดเข้า กทม.)   เนื่องจากเดินกันทะลุทุกซอกซอย และทำเวลากันอย่างไม่คาดคิด เริ่มเมื่อย t..n  แขนก็หิ้วอีรุงตุงนัง ปากก็อยากชิมโน่นชิมนี่ ง่ะ  กลับกันเหอะ

     

    >> แนะนำ

     

    - ปลาทูเจ้าอร่อย หนึ่ง & แนน พ่อค้าน่าตาดี ที่ตลาดสดอัมพวา confirm

     

    - Resturant --> ร้านกำปั่น บรรยากาศ การตกแต่งร้าน งามแต้ๆ ก่ะ (นึกว่าอยู่ปาย) อาหาร  สะอาด ราคาก็สมราคาอะนะ ต้องลองไปกัน เจ้าของใจดี confirm

     

    - ขนมชั้นต้องร้านตอง กล่องละ 25 บาท ที่หน้าร้านตองจะมีแม่ค้าขายขิงดอง หย่อย ใช้ขิงอ่อนทำ ชุดละ 30 up confirm

     

    - ร้านกาแฟโบราณ ต้องร้านสมานกาแฟ ราคาไม่แพง แก้วละ 10-15 บาท confirm

     

    - Home Stay มีเยอะมาก แต่ใครที่ชอบความเปงส่วนตัว บรรยากาศเลิศ แนะนำ
    ฐนิชาฌ์ บูติก รีสอร์ท confirm จองเต็มถึงเดือน มี.ค.

     

    หลายคนอาจจะเคยไปมาแว้ว และอีกหลายคนที่ยังไม่เคยไป มีเวลาหาโอกาสชาร์จแบตให้กับชีวิต ไทยเที่ยวไทย (แบบประหยัด)

     

                                            ---> ตาม หา ฝัน มา เติม เต็ม ให้ กับ ชีวิต <--- 

           

            

     

    @_____________________________________________________________________________________________________@


    >> ข้อมูลเพิ่มเติม

     

    ---> การเดินทาง

     

    - รถยนต์

    ไปตามทางหลวงหมายเลข 35 ถนนสายธนบุรี-ปากท่อ (พระราม 2) ผ่านสี่แยกมหาชัย-นาเกลือ ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 63 จะมีทางแยกต่างระดับ เข้าตัวเมืองสมุทรสงคราม หรือใช้ทางพิเศษเฉลิมมหานคร สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1543  

    - รถโดยสารประจำทาง

    บริษัท ขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินรถกรุงเทพฯ-สมุทรสงคราม โดยมีรถจากสถานีขนส่งสายใต้ ถนนบรมราชชนนี ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.40-21.00 น. โทร. 0 2435 1199, 0 2435 5605 รถปรับอากาศ (ดำเนินทัวร์) โทร. 0 2435 5031 หรือที่เว็บไซต์  www.transport.co.th  เมื่อถึงจังหวัดสมุทรสงคราม จากนั้นขึ้นรถสองแถวเล็กสายแม่กลอง-วัดเทพ ประสิทธิ์ (คนละ 12 บาท) หรือเช่าเหมารถ (ประมาณคันละ 150 บาท) มายังตลาดน้ำ

    ---> ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา

     

    เป็นตลาดริมคลอง ตั้งอยู่ใกล้วัดอัมพวันเจติยาราม (จอดรถที่วัดอัมพวันเจติยารามได้) ทุกวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ ในช่วงเวลาเย็นตั้งแต่ช่วงเวลา 14.00 - 21.00 น. ในคลองอัมพวาจะมีพ่อค้าแม่ค้าพายเรือขายอาหาร และเครื่องดื่ม เช่น หอยทอด ก๋วยเตี๋ยว กาแฟ โอเลี้ยง ขนมหมานต่างๆ และมีรถเข็นขายของบนบกด้วย บรรยากาศสบายๆ มีเพลงฟัง จากเสียงตามสายของชาวชุมชน  ประชาชนสามารถเดินเที่ยวชมตลาดหาซื้ออาหารรับประทาน และเช่าเรือไปเที่ยวไปชมดูหิ่งห้อยในยามค่ำคืนได้

    ---> อำเภออัมพวามีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างไร?????

     

    สมัยก่อนเรียกกันว่า แขวงบางช้าง”  เป็นชุมชนเล็ก ๆ  ที่มีความเจริญทั้งในด้านการเกษตร และการพาณิชย์ มีหลักฐานเชื่อได้ว่าในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองนั้น แขวงบางช้างมีตลาดค้าขายเรียกว่า ตลาดบางช้างนายตลาดเป็นหญิงชื่อน้อย มีบรรดาศักดิ์เป็นท้าวแก้วผลึก  นายตลาดผู้นี้อยู่ในตระกูลเศรษฐีบางช้าง ซึ่งต่อมาเป็นราชินิกุล ณ บางช้าง” 

     

    .. 2303 ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย รัชสมัยพระเจ้าเอกทัศน์โปรดเกล้าฯ ให้นายทองด้วง (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี ซึ่งเป็นเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยา ภายหลังหลวงยกกระบัตรได้แต่งงานกับคุณนาค บุตรีเศรษฐีบางช้าง และย้ายบ้านไปอยู่หลังวัดจุฬามณี 

     

    ต่อมาเมื่อไฟไหม้บ้านจึงได้ย้ายไปอยู่ที่หลังวัดอัมพวันเจติยาราม ปี พ.. 2310 พม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตก หลวงยกกระบัตรจึงตัดสินใจอพยพครอบครัวเข้าไปอยู่ในป่าลึก ในระหว่างนี้ ท่านแก้ว (สมเด็จกรมพระศรีสุดารักษ์) พี่สาวของหลวงยกกระบัตร ได้คลอดบุตรหญิงคนหนึ่งตั้งชื่อว่า บุญรอด” (ต่อมาได้เป็นสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์บรมราชินี ในรัชกาลที่ 2

     

    ในช่วงสมัยกรุงธนบุรี พระยาวชิรปราการได้รวบรวมกำลังขับไล่พม่าออกไปหมด และสถาปนาขึ้นเป็น พระเจ้าตากสิน หลวงยกกระบัตรได้อพยพครอบครัวกลับภูมิลำเนาเดิมในช่วงนี้เองคุณนาคภรรยาก็ได้คลอดบุตรคนที่ 4 เป็นชายชื่อ ฉิม (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย)

     

    หลังจากนั้นหลวงยกกระบัตรก็ได้กลับเข้ารับราชการอยู่กับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระราชวรินทร์เจ้ากรมพระตำรวจนอกขวา และได้ดำรงตำแหน่งจนเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  ต้นราชวงศ์จักรีเริ่มเข้าสู่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ คุณนาคภรรยาจึงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระอมรินทรามาตย์ คุณสั้นมารดาคุณนาค ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระรูปศิริโสภาคมหานาคนารี  

     

    แต่เนื่องจากสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ทรงเป็นคนพื้นบ้านบางช้างมาก่อน จึงมีพระประยูรญาติต่างๆ ที่สนิทประกอบอาชีพทำสวนอยู่ที่บางช้าง เมื่อได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระอมรินทรามาตย์จึงนับเป็นราชินิกุล บางช้างพระประยูรญาติจึงเกี่ยวดองเป็นวงศ์บางช้างด้วย และสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ มักทรงเสด็จเยี่ยมพระประยูรญาติเสมอ 

     

    จึงมีคำกล่าวเรียกว่า สวนนอกหมายถึง สวนบ้านนอก ที่เป็นของวงศ์ราชินิกุลบางช้าง ส่วนบางกอก ซึ่งเป็นส่วนของเจ้านายในราชวงศ์ก็เรียกว่า สวนในมีคำกล่าวว่า บางช้างสวนนอก บางกอกสวนในจนถึงใน สมัยรัชกาลที่ 4 จึงยกเลิกไป  อัมเภออัมพวาจึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทยมายาวนาน 

     

    ----> การล่องเรือชมหิ่งห้อย

    การล่องเรือชมหิ่งห้อยยามค่ำคืนเป็นกิจกรรมหนึ่งที่นักท่องเที่ยวที่มาพักมาเที่ยวสมุทรสงครามมักไม่พลาดที่จะไปชม โดยปกติแล้วหิ่งห้อยจะมีมากโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม - ตุลาคม ควรเลือกชมในช่วงเวลาที่เป็นข้างแรมหรือคืนเดือนมืด เพราะเห็นแสงของหิ่งห้อยได้ชัดเจนกว่าเวลาข้างขึ้น 

    นอกจากนี้ควรเลือกช่วงเวลาที่น้ำขึ้นมากเนื่องจากจังหวัดสมุทรสงครามเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้ทะเลน้ำจะขึ้น-ลง อยู่ตลอดเวลา ในช่วงน้ำขึ้นเรือสามารถเข้าไปใกล้กับต้นลำพูซึ่งหิ่งห้อยเกาะอยู่ ทำให้สามารถเห็นแสงของหิ่งห้อยได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 

     

    ช่วงที่เหมาะในการชมหิ่งห้อยคือตอนหัวค่ำ 1-2 ทุ่ม เพราะหากเลยเวลาดังกล่าว แสงของหิ่งห้อยจะเริ่มอ่อนแสง ยิ่งดึกหิ่งห้อยยิ่งอ่อนแรงลง  อยากดูอยากเที่ยวก็ต้องไปเร็วๆหน่อย  และจะให้ดีหากดูหิ่งห้อยแล้วก็นอนโฮมเสตย์แถวๆนั้น โดยทานอาหารที่ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวาแบบอิ่มหนำสำราญแว้ว  ก็มานั่งเรือเที่ยวชมหิ่งห้อย  ราคาที่พักก็ไม่แพง  ไปไหนมาไหนก็ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าเน้อะ ตอนเช้าตื่นขึ้นมาก็ตักบาตร พระท่านจะเดินมาบ้าง  บ้างก็พายเรือมาบ้าง  เป็นเสน่ห์ของวิถึชีวิตชาวตลาดน้ำอัมพวา

    การล่องเรือชมหิ่งห้อยจะเป็นวงรอบ หากเราชมเป็นวงรอบก็จะให้เวลาอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงกับอีก 20 นาที นักท่องเที่ยวที่มีความประสงค์จะนั่งเรือชมหิ่งห้อยประกายความงามยามค่ำคืน สามารถติดต่อเรือได้ ซึ่งทางชุมชนตลาดอัมพวาได้จัดบริการไว้ให้ที่ตลาดน้ำอัมพวา (ราคา 50-60 บาท/ท่านหรือจะติดต่อกับที่พักหรือโฮมสเตย์ต่าง ๆ ในอัมพวาก็ได้ โดยเรือจะล่องไปตามลำน้ำแม่กลองหรือคลองย่อยต่าง ๆ ที่มีต้นลำพูริมฝั่ง 

     

    ก่อนเช่าเรือ นักท่องเที่ยวควรตรวจสอบระยะทางการล่องเรือชมหิ่งห้อยกับผู้ให้บริการเสียก่อน เรือจะวิ่งไปตามแม่น้ำและลำคลองที่มืดหิ่งห้อยจะมีอยู่เป็นจุดๆ ในบริเวณที่แตกต่างกัน ถ้าหากผู้ให้บริการไม่มีความชำนาญในเส้นทาง และรู้แหล่งที่อยู่หรือให้บริการในเส้นทางที่สั้นเกินไปย่อมทำให้นักท่องเที่ยวเห็นหิ่งห้อยได้น้อย และควรใส่ชูชีพตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัย สำหรับข้อปฎิบัติในการชมหิ่งห้อย คือ ไม่ควรส่งเสียงดัง และไม่จับหรือทำสิ่งใดที่รบกวนหิ่งห้อยโดยเด็ดขาด เพื่อให้ธรรมชาติถูกรบกวนน้อยที่สุดและมีหิ่งห้อยให้ชมไปนาน ๆ นะง้าบ

     

    ---> วงจรชีวิตของหิ่งห้อย

     

    หิ่งห้อย มีอายุอยู่แค่ 14 วัน ใช้เวลาฟักตัวประมาณ 90 วัน  อาศัยอยู่บริเวณที่เป็นน้ำกร่อย  หากน้ำไม่สะอาดการเกิดของหิ่งห้อยจะน้อย  แต่ถ้าหากน้ำสะอาดการเกิดของหิ่งห้อยจะเยอะขึ้น 

     

    หิ่งห้อยมีการเจริญเติบโตแบบสมบูรณ์ (Complete metamorphosis) คือมีระยะไข่ , ระยะหนอน , ระยะดักแด้ , ตัวเต็มวัย โดยเพศเมียจะวางไข่เป็นกลุ่มใต้ใบพืชน้ำ เช่น ใบจอกหรือวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆ ตามพื้นดินที่ชุ่มชื้น แล้วแต่ชนิดของหิ่งห้อย ไข่เมื่อฟักออกเป็นตัวหนอนมีการลอกคราบ 4-5 ครั้ง จึ่งเข้าดักแด้ แล้วออกเป็นตัวเต็มวัย

     

    ---> ประโยชน์ของหิ่งห้อย

     

    1. การกะพริบแสงระยิบระยับของหิ่งห้อยจำนวนมาก ทำให้พื้นที่บริเวณนั้นเกิดความสวยงามตามธรรมชาติในยามค่ำคืน สามารถจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้ เช่น การลงเรือชมหิ่งห้อยที่ จังหวัดสมุทรสงคราม เพชรบุรี และ ตราด

     

    2. หิ่งห้อยเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และสภาพแวดล้อม

     

    3. ระยะหนอนของหิ่งห้อย เป็นตัวทำลายหอย ซึ่งเป็นสัตว์อาศัยตัวกลางของพยาธิที่เป็นสาเหตุของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และพยาธิใบไม้ในสำไส้คน

     

    4. นักวิทยาศาสตร์ กำลังสนใจศึกษาค้นคว้า สารลูซิเฟอริน ในหิ่งห้อยซึ่งเชื่อว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านการแพทย์และ ด้านพันธุวิศวกรรม

     

    ---> ข้อแนะนำสำหรับการชมหิ่งห้อย

     

    • ช่วงเวลาหรือฤดูกาลที่เหมาะสม โดยปกติแล้วหิ่งห้อยจะมีตลอดทั้งปี แต่จะมากในฤดูร้อน และฤดูฝน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือน พฤษภาคม – ตุลาคม

     

    • เลือกช่วงเวลาที่เป็นข้างแรม เนื่องจากแสงของหิ่งห้อยมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าเป็นเวลาข้างขึ้น ท้องฟ้าจะสว่าง ทำให้เห็นแสงของหิ่งห้อยไม่ชัดเจน จึงควรเลือกวันที่ท้องฟ้ามืดมิด

     

    • เลือกช่วงเวลาที่น้ำมาก จังหวัดสมุทรสงครามเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้ทะเล น้ำจะขึ้น-ลง อยู่ตลอดเวลา ควรจะเลือกวันที่น้ำมาก เพราะเรือสามารถเข้าไปใกล้กับต้นลำพูซึ่งหิ่งห้อยเกาะอยู่ ทำให้สามารถเห็นแสงของหิ่งห้อยได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

     

    • เลือกผู้ให้บริการ การล่องเรือชมหิ่งห้อยในยามค่ำคืน เรือจะวิ่งไปตามแม่น้ำและลำคลองที่มืด หิ่งห้อยจะมีอยู่เป็นจุดๆ ในบริเวณที่แตกต่างกัน ถ้าหากผู้ให้บริการไม่มีความชำนาญในเส้นทางและรู้แหล่งที่อยู่ หรือให้บริการในเส้นทางที่สั้นเกินไป ย่อมทำให้นักท่องเที่ยวเห็นหิ่งห้อยได้น้อย ซึ่งควรตรวจสอบระยะทางการล่องเรือชมหิ่งห้อยกับผู้ให้บริการเสียก่อน

     

     

                       

                    

                

     

    Unseen @ Phu_Kao_Yha - Ra_Nong Of ThaiLand

     
                                           ม หั ศ จ ร ร ย์  Unseen  ภูเขาหญ้าสองสี
     
          มารู้จัก และท่องเที่ยวเมืองไทย @ UNSEEN ภูเขาหญ้า จ.ระนอง กัน ม่ายรู้ว่าเพื่อนๆ เคยแวะเวียนไปกันบ้างเร๋อป่าว อยู่ถัดลงมา
          จาก จ.ชุมพร ค่ะ
     
                         เปงทุ่งหญ้ากว้าง ลมแรง เหมาะ picnic หรือทำกิจกรรม เช่น หัดขับรถ, เล่นบังคับเครื่องบิน ฯลฯ
                         วิวภูเขาหญ้า หรือเขาหัวล้าน จ.ระนอง สมชื่อ อยู่บนยอดเขาหัวล้านแร้ว มองมาด้านล่าง พื้นที่ของภูเขาหญ้า หรือเข้าหัวล้าน จ.ระนอง
     
              ภูเขาหญ้าสองสี
              ภูเขาหญ้า อะไรเอ่ยสูงเท่าฟ้าแต่ต่ำกว่าหญ้านิดเดียว คำตอบ คือ ภูเขา
              ภูเขาที่เต็มไปด้วยหญ้า ต่างสีต่างเวลา เนินแล้วเนินเล่า ลูกแล้วลูกเล่างดงาม
              เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและชมความมหัศจรรย์ยามเย็น ใครจะเชื่อว่า
              เมื่อแสงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ภูเขาทั้งลูกจะกลายเป็นสีทอง

              ระนอง
              เมืองฝนแปดแดดสี่ เมืองที่ได้รับน้ำฝนมากที่สุดในประเทศไทย จึงมีความอุดมสมบูรณ์
              และนับว่ามีน้ำตกมากมายให้เที่ยว น้ำตกชุมแสง น้ำตกบกกราย น้ำตกปุญญบาล
              น้ำตกหงาว น้ำตกโตนเพชร และมีจุดชมวิวสวย ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่เขาฝาชี
              มีศูนย์วิจัยป่าชายเลนที่มีต้นโกงกางที่ใหญ่ที่สุดในโลก และที่สำคัญที่สุด คือ
              คอคอดกระ ส่วนที่แคบที่สุดในประเทศไทยก็อยู่ที่นี่ ทำให้เมืองระนองเป็นที่น่าสนใจ
              ต่อนักท่องเที่ยว

              วันเวลาที่แนะนำ
              ภูเขาหญ้าสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ภูเขาหญ้าสีเขียวพบได้ในช่วงฤดูฝน
              ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม ภูเขาหญ้าสีทองพบได้ในฤดูแล้งตั้งแต่
              เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน

              การเดินทาง
              จากตัวเมืองระนองมาตามทางหลวงหมายเลข 4 สู่จังหวัดพังงา ประมาณ 12 กม.
              จะเห็นภูเขาหญ้าอยู่ทางขวามือตรงข้ามน้ำตกหงาว 

             -> ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก 
    http://www.ezytrip.com สมาชิก web ท่องเที่ยว ขอบคุณค่ะ <-
     
    ********************************************************************************************
     
    ขอโปรโมท เมืองระนองหน่อยนะคะ บ้านที่เจเคยเติบโตมา ก้าบ  สวย เจงๆ นะ ต้องลองไปกัน เปงเมืองที่น่าอยู่มากกกกกกก อีกเมือง 1
     
    จ.ระนอง เปงเมืองเล็กๆ ถือได้ว่าเป็นทางผ่านลงสู่ จ.ภูเก็ต อยู่ติดกับ จ.พังงา อยู่ฝั่งทะเลอันดามัน เป็นคนหลังเขา อิอิ  เนื่องจาก จ.ระนอง ตั้งอยู่
    บนเขา จึงได้ฉายาเมืองฝน 8 แดด 4 โฮะๆๆ บรรยากาศนี่ คล้ายๆ กับ จ.แม่ฮ่องสอน นั่นเอง มีหลายโค้งด้วย เหวตรึม คริ คริ ต้องใช้ฟามสามารถ
    ในการขับรถพอสมควร
     
    มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายทั้งภูเขา น้ำตก ทะเล เกาะน้อยใหญ่ กิจกรรมการล่องแก่ง ตกปลา ตั้งแค้มป์ มีบ่อน้ำร้อน อากาศดีทีเดียว ครายสนใจ
    เข้าบ่อนก็ข้ามไปเกาะ 2 อยู่ติดกับประเทศพม่า
     
    อาหารทะเล ก็ สด สะอาด อร่อย อาหารนี่ขึ้นชื่อหลายอย่าง อาหร่อยถูกปากทั้งน้าน 
     
    ครายอยากซื้อของฝาก กะปินี่ ขอบอกว่าสุดยอด มะได้โม้นะ เนื้อกะปิมันจะหอม ใช้กุ้งตัวเล็ก+เคย และไม่แฉะมาก ส่วนกุ้งแห้ง ตัวกุ้งแห้งเนื้อจะ
    แน่น ไม่แบน      ของฝากที่ขึ้นชื่ออีกอย่างคือ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ (กาหยู) ถ้าแบบแกะเปลือกแร้ว จะมีแบบอบเกลือ กะอบเนย แต่ทุกทีเจจะสั่ง
    แบบไม่ต้องแกะเปลือก ชอบแบบนี้ แกะเองกินเอง ราคาจะถูกก่ากันนิหน่อย confirm ของใหม่ค่ะ เพราะช่วงเทศกาลทำกันแทบไม่ทัน สั่งไว้ไม่มี
    ของก็เปงธรรมดาค่ะ (อันนี้เวอร์ไปนิดนึง อิอิ)
     
    อยากให้ลองมาเที่ยวกันดูค่ะ ไทยเที่ยวไทย รับรองว่าไม่ผิดหวัง  
     
    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ททท. ภาคใต้ เขต 5 โทร. 0-7728-8818-9    
     

    Trip หน้าฝน - เพชรบูรณ์ -> ชัยภูมิ -> สระบุรี 12-13 ส.ค.51

                                   

                                     

    Disappointed >> program ที่คิดขึ้นได้เย็นวัน จ. 11-08-51 เพื่อตอนเช้าต้องเดินทางคือ ไปกาญฯ-สังขละ แต่เช็คสภาพอากาศ+เส้นทางแร้ว  ฝนตกหนัก

                ทำให้ต้อง....หยุดคิด.....ไม่ไปแร้วล่ะ !!!!!
         >> จนเช้าฝนตกปรอยๆ...ก็ยังนั่งเล่นอยู่.....จวบจน 9 โมงเช้า ท่านคุณพ่อ say " ไปป่าหินงามมั้ยอะ.....ท่านลูก "   ท่านลูก say yes ตอบรับ
                โดยไม่คิด "ก็ไปดิท่านพ่อ....แต่ดอกกระเจียวมันโรยแร้วนา..ท่านพ่อ" ลงมติเป็นเอกฉันท์โดยท่านแม่  -> ไป  .....เย้!!!!.....
     
    12-08-51 ออกเดินทาง 10.00 น. ใช้เส้นทางบางปะอิน (ทางหลวงหมายเลข 1) ->  เฉลิมพระเกียรติ (ทางหลวงหมายเลข 21)  -ชัยบาดาล
                   (ทางหลวงหมายเลข 205) ประมาณบ่าย 3 ถึงอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ฝนตกปรอยๆ จากนั้นรีบ go เข้าที่พัก->บ้าน
                   ไร่อิงดอย ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ (อยู่ทางเข้าก่อนถึง อท.ป่าหินงาม 1กม. ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีจากที่พักถึง อท.ป่าหินงาม)  
                   ถึงที่พักประมาณทุ่มเศษๆ คลำทางกันก่าจะเจอที่พักเพราะฝนตกหนักมาก มืดก็มืด
     
     ชำระค่าเข้าชมเสร็จ ก็ขับรถเข้ามาจอดด้านใน บรรยากาศร่มรื่น ฝนตกปรอยๆ ไร้แดด มีนักท่องเที่ยวเยอะพอสมควร ดูข้อมูลเพิ่มเติมในศูนย์ฯ
ให้ข้อมูล ก่อนเข้าชมปราสาท ทางเข้าด้านหน้า รูปปูนปั้นประดับเป็นรูปคนแคระหรือสัตว์แบกที่เห็นเป็นศิลปะที่ขุดพบภายในโบราณสถานเขาคลังใน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-17 ในศูนย์ข้อมูลฯ มีสถาปัตยกรรมที่ขุดพบ หลงเหลือให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา หลุมขุดค้นพบทางโบราณคดี ค้นพบเมื่อ พ.ศ.2531 พบหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นร่องรอยของชุมชนดั้งเดิมในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ คือ โครงกระดูกมนุษย์และของใช้ อายุราว 2,000 ปี ก่อนจะพัฒนามาเป็นเมืองศรีเทพ ที่รับอารยธรรมทวารวดีและเขมรโบราณในพุทธศตวรรษที่ 11-18 จนกระทั่งเมืองถูกทิ้งร้างในสมัยสุโขทัย
     จะพบสระน้ำขนาดใหญ่ โอบล้อมด้วยต้นมะขาม ต้นหญ้าเขียวขจี ได้บรรยากาศทีเดียว อายุสมัยการก่อสร้างกำหนดจากอายุของทับหลังที่พบในเบริเวณนี้ ในราวพุทธศตวรรษที่ 16-17  ธรรมจักษ์..มีการค้นพบหลายชิ้น  ชิ้นที่สมบูรณ์ที่สุดและจัดแสดงไว้ เหงมีอยู่อันนี้ อันเดียว 
     ต้องใช้ตัวช่วยเป็นหลังคาค้ำไว้ ไม่ให้อิฐหินของปราสาทพังมากไปก่านี้ อีกด้านของปราสาทนี้..ตรงนี้น่าจะเปงสถูป..ที่อยู่รอบปราสาท เดินต่อ..อันนี้เปงด้านหลังของปรางค์สองพี่น้อง หันหน้าไปทางทิศตะวันตก 
     จากการขุดแต่งทางโบราณคดีพบทับหลังจำหลักเป็นรูปพระอิศวรอุ้มนางปารพตีประทับนั่งบนหลังโคนนทิ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 17 ปัจจุบันติดตั้งอยูที่ปราสาทหลังเล็ก (น้อง) จากเรื่องราวที่สลักบนทับหลังและโบราณวัตถุอื่นๆ เช่น ศิวลึงค์ ฐานโยนิและโคนนทิที่พบ สันนิษฐานว่าโบราณสถานแห่งนี้เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย family ที่สระโบราณ อีกซักรูป ขอแบบ lonely เกือบ 4-5 โมงเย็นแร้ว รีบเดินทางเข้าที่พัก ที่บ้านไร่อิงดอย ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ 
     
    13-08-51 program ที่วางไว้คือ 8 โมงเช้าเข้า อท.ป่าหินงาม ไม่ต้องรีบเพราะไม่ใช่ช่วงเทศกาล (หากเปงช่วงเทศกาลชมดอกกระเจียวต้องจอด
                   จอดรถไว้แล้วนั่งรถ 2 แถวที่ อท.จัดเตรียมไว้ของชาวบ้าน ถ้าจำไม่ผิดคนละ 20.- หากเปงช่วงเช้าให้รีบออกสามารถนำรถขึ้นไปได้ไม่
                   ต้องนั่ง 2 แถว)  แต่ด้วยอากาศ-ฝนตกหนัก-หมอกส์หนา    จน 10.00 น. แร้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าฝนเจ้าเอ๋ยจะหยุด มาแร้วก็ต้องเข้าอะนะ
                   เสี่ยงเอาละกัน -> อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม นึกว่าจะไม่มีเพื่อนเดินทางซะแระ ก็มีหลายกรุ๊ป หมอกเยอะมาก ฝนตกปรอยๆ แระ.......
                   ฟ้าเริ่มเปงจาย เกือบเที่ยง เริ่มสว่างแระ ก็ยังดีอะนะ จากนั้นประมาณเที่ยงครึ่ง เดินทางกลับ ใช้เส้นทางเดิม
                   -> 17.30 น.แวะไหว้พระที่พระพุทธฉาย-สระบุรี มันคือทางผ่าน   ถึงบ้านประมาณ 1 ทุ่ม zzzzzzzzzzzzzzzzz
     
     มาแระฝนจะตกยังไง ก็ต้องเข้าอะนะ -> อท.ป่าหินงาม เราขับขึ้นไปชมด้านบนก่อน->สุดแผ่นดิน ดินแดนสองภาค (ภาคกลาง-อีสาน) ดูไงก็ไม่เจี๋ยว จะกลับมา...เปงงั้นไป..เหอะๆๆ 
     ทุ่งดอกกระเจียว..วันนี้ ไร้วี่แวว!!! เพราะเทอ..เจ้าหมอกส์ ทางขึ้นลานหินงาม..ชิว ชิว แต่อากาศยังงี้ก็ดีนะ เดินได้เรื่อยๆ ไม่มีบ่น ไม่มีร้อน ดอกไม้ที่ขึ้นในป่าหินงาม หินรูปที่ 1 ทางขึ้นแรกบอกว่าหินรูปบอลโลก (มาเมื่อปี 47 ยังไม่มีชื่อ) ไอ้เราก็ลุยเข้าไปเรย หายังไงก็เจอแต่หินรูปตะปู ตั้งขากล้องไม่ได้..คนใจดีถ่ายให้ไม่มีนับ กดอย่างเดว หึ หึ 
     ช่วยกันยก..อย่าอู้ หินรูปช้างเอาราวัณ พยายาม..มองให้เปงอย่างนั้น หอบ..ก็แชะได้ ก่อนกลับที่ป้าย-อุทยานป่าหินงาม
     เหงเค้าเรียกกัน  แชะ โฮะๆๆๆ 17.30 น. ถึง โบราณสถานพระพุทธฉาย ต.หนองปลาไหล อ.เมือง จ.สระบุรี
     ด้านบนคนดูแลกำลังจะปิดประตูพอดิบพอดี ขอนู๋ไหว้พระ ทำบุญหน่อยนะคะ พระปรมาภิไธย พระปรมาภิไธยย่อ จปร. รัชกาลที่ 5 โบราณสถานภายในวัดพระพุทธฉาย เงาพระพุทธเจ้าหนึ่งเดียวในโลก (เงาพระพุทธฉาย) 
     
                    Smile *****จบ trip นี้ด้วยรอยยิ้มของเพื่อนเดินทาง ประทับใจทุกที่ โดยเฉพาะคนสระบุรีใจดี มีน้ำใจ***** Wink  
     
    ชมรูปทริปนี้ได้ใน
     
    ********************************************************************************************
      ประมวลภาพทุ่งดอกระเจียวปี' 47
     
      อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม วันที่ 31 ก.ค.47
     
     ทุ่งดอกกระเจียวบานที่ อท.ป่าหินงาม และ อท.น้ำตกไทรทอง จ.ชัยภูมิ อท.ป่าหินงาม เดินทางกันเช้ามึด แวะไร่องุ่น...และน้ำตกเทพสถิตย์ ถึง อท.ป่าหินงาม ประมาณเกือบเที่ยง กินข้าวเที่ยงกันร้านส้มตำที่มีเมนูพิเศษคือส้มตำทอด เข้าที่พักบ้านไร่อิงดอย 
     เอาสัมภาระเก็บที่พัก แล้วออกมา อท.ป่าหินงามกัน ต้องนั่งสองแถวช่วงระหว่างแต่ละจุด แล้วเดินชมความงามของดอกกระเจียว แล้วต่อรถสองแถวไปป่าหินงาม ทุ่งดอกกระเจียว จะมีทางบังคับให้เดิน ห้ามเข้าไปเหยียบ..เพื่อเราจะได้มีพันธ์ไม้แบบนี้ไว้ดูในวันข้างหน้า นั่งรถสองแถวต่อไปอีกจุดที่ป่าหินงาม แล้วเดินชมความงามของหินที่มีลักษณะแปลกๆ เช่น เหมือนไดโนเสาร์ 
     ดอกกระเจียวอีกพันธุ์ที่ ที่พักบ้านไร่อิงดอย ดอกโตมาก ทุ่งดอกระเจียว 2 หรือ ดอกบัวสวรรค์ ที่อท.น้ำตกไทยทอง บรรยากาศจุดชมวิวที่ สุดแผ่นดิน จะเป็นจุดชมวิวที่มีหินยื่นออกไป คนโดนถ่ายเธอไม่มเสียว เล้ยยย แต่ไหงคนถ่าย มือไม้มันสั่นแทนละ จ้า เช้าวันใหม่เราก็มาที่ทุ่งดอกกระเจียวกันอีกรอบ แต่รอบนี้เดิน start ตั้งแต่จุดเริ่มต้นกัน 555 ประมาณ ไป-กลับ 6 โลแม้ว เดินจากทุ่งดอกกระเจียวไปเส้นทางจุดชมวิว-สุดแผ่นดิน
     
      อุทยานแห่งชาติไทรทอง วันที่ 1 ส.ค.47
     
     อท.น้ำตกไทรทอง ที่เห็นแม่น้ำไหลแรงๆ ภาพนี้กันน่ะ นั่นแหล่ะตาดยายติ๋มล่ะ เราต้องนั่ง 4W ลุยน้ำ-โคลน กันตรงนี้ แล่ะ สนุก ลุ้นกันจน หมดเสียง 55 ขาไปกว่าจะถึงทุ่งดอกกระเจียวข้างบนโน่น เฮ้อ..ยังไม่สะใจเท่าขากลับ 55 พากลับทางลัด (เลาะ) ของคุณพี่เขา นึกถึงทางถนนลูกรัง กันนะ แต่วิ่งลงมาจากที่สูงไปข้างล่าง โอ้โห กระเด็นกระดอนกันไม่เป็นท่าเยย พวกเรา ระยะทางหลายสิบโลเลย ลงมาจากรถได้ต้องรีบเช็คสภาพร่างกายกันเป็นการใหญ่ ว่าอยู่ครบมั้ย มีอะไรมันเปลี่ยนแปลงไปมั้ย!!  หึหึ โหด จิงจิง ทุ่งดอกกระเจียว 2 บน อท.น้ำตกไทรทอง จ.ชัยภูมิ ทุ่งดอกกระเจียว 2 บน อท.น้ำตกไทรทอง จ.ชัยภูมิ ระยะทางก็หลายโลแม้วเหมือนกัน แต่เห็นดอกกระเจียวเต็มทุ่งอย่างนี้ ก็หายเหนื่อยเลย อะ 
     จุดชมวิว ผาหำหด ชายใด อยากทดสอบก็ลองมายืนตรงนี้ดู ละ กัน นะ บอกด้วยละกัน ว่ามัน.....มั้ย 555 ใกล้ผาหำหด เป็นจุดชมวิวที่มีหินยื่นออกไป ดูแล้วก็เสียวเน้อะ ว่าไปยืนถ่ายกันอยู่ได้ กัว่าหินนั้นมันจะหัก  ตรงจุดนี้ จะมีกิจกรรมปีนหน้าผาสำหรับคนที่ชอบความท้าท้าย แต่มองลงไป โห เสียว จิง ๆ เลยอะ อยากลงไปนะ แต่ไม่มีใครไปด้วย เลย อด 

    Trip-อยุธยา ไหว้พระ 9 วัดกะ อ.อภิวัฒน์ โควินทรานนท์ 26-07-08

    11

    โปรแกรมการเดินทาง ไหว้พระอยุธยาฯ 9 วัด

     

    07.00 น. ขึ้นรถที่กรมประชาสัมพันธ์  ซอยอารีสัมพันธ์  (จอดรถในกรมประชาสัมพันธ์) เป็นรถโค้ชปรับอากาศ จำนวนสมาชิกร่วมเดินทาง 44 ท่าน เต็มอัตรา  

     

    08.00 น. ออกเดินทางไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (เวลาออกเดินทางเดิม 07.30 น. เนื่องจากรอเสบียง...อาหารของเรา)

     

    09.00 น. (1) วัดพนัญเชิง  ไหว้พระพุทธไตรรัตนนายก  พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอยุธยา พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุด เก่าที่สุด ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของกรุงศรีอยุธยา (ซำปอกง) ทำทานด้วยการให้อาหารปลาหลังวัด ซึ่งเป็นบริเวณที่แม่น้ำ 3 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี มาบรรจบกัน มีปลาสวายมาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก 

     

           ข้อมูลเพิ่มเติม วัดพนัญเชิง เป็นวัดที่มีมาแต่โบราณก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฎหลักฐาน แน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง ตามหนังสือพงศาวดารเหนือกล่าวว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้างและพระ ราชทานนามว่า "วัดเจ้าพระนางเชิง"  ในพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐกล่าวว่า แรกสถาปนาพระพุทธเจ้า พแนงเชิง พ..1867 ก่อนพระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุธยา 26 ปี เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง 14 เมตรเศษ สูง 19 เมตร เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ ในจดหมายเหตุของแคมเฟอร์ เขียนครั้งกรุงศรีอยุธยาว่าพระพุทธรูปองค์นี้เป็นของมอญ ในหนังสือภูมิสถานอยุธยา ว่าเป็นของพระเจ้าสามโปเตียน ซึ่งน่าจะเพี้ยนมาจากภาษาจีนว่า ซำปอกง แปลว่า รัตนตรัย ตามหลักฐานในประวัติศาสตร์ยังค้นไม่พบว่า กษัตริย์อโยธยาองค์ใดที่มีพระนามว่าสามโปเตียน พระพุทธรูปองค์นี้ชาวจีนนับถือมากเรียกว่า ซำปอกง คนไทยเรียกทั่วไปว่า หลวงพ่อโต หรือ หลวงพ่อพนัญเชิง 

             

    09.30 น. (2) วัดหน้าพระเมรุราชิการาม หรือวัดพระเมรุชิกายารามวรวิหาร   ไหว้พระพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลี ศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ พระพุทธรูปทรงเครื่องศิลปสมัยอยุธยา องค์ใหญ่ที่สุด และสวยที่สุด ไหว้พระคันธาราฐ พระทวาราวดีองค์งามที่สุดในวิหารน้อย  ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปะทวารวดีที่มีอายุราว 2,300 ปี เป็นวัดเดียวในสมัยอยุธยาที่ตั้งอยู่ใกล้เขตพระราชวังหลวงแต่ไม่ถูกทำลาย

     

           ข้อมูลเพิ่มเติม วัดหน้าพระเมรุราชิการาม ตั้งอยู่ริมคลองสระบัวตรงข้ามพระราชวังโบราณเป็นอารามหลวง สามัญชั้นตรี ตามตำนานกล่าวว่าพระองค์อินทร์

           ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างขึ้นเมื่อ พ..2047 พระราชทานนามว่า  "วัดพระเมรุราชิการามต่อมาเรียกกันภายหลังว่า "วัดหน้าพระเมรุ"

           สันนิษฐานว่า  สร้างตรงที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระราชาพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง  และคงได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์เรื่อยมา วัดนี้ได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาหลายสมัย   ตั้งแต่สมัยสมเด็จเพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว   โดยพระยาไชยวิชิตผู้รักษาราชการพระนครศรีอยุธยา ใน พ..2378 และในสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งถึงในปัจจุบัน  

               

    10.00 น. (3) วัดศาลาปูนวรวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองคูเมืองทางเหนือของเกาะเมืองอยุธยา เข้าไปกราบพระประธานในโบสถ์ปางมารวิชัย นมัสการหลวงพ่อสวัสดิ์ชมวัดสงบใจหอไตรโบราณตระการพื้นถิ่นพิพิธภัณฑ์ ตั้งอยู่ในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยาริมถนนสายประตูชัย-แยกป่าโมก ริมคูเมืองแม่น้ำลพบุรีเดิมทางทิศเหนือของเกาะเมือง มีฐานะเป็นอารามหลวง วัดนี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อเสียกรุงครั้งที่ 2 ก็ถูกเผาทำลาย เริ่มมีการบูรณะปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 1 และบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อถึงรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ใหม่หมดทั้งพระอาราม สิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิริมงคลที่สำคัญภายในวัดศาลาปูนคือพระพุทธรูปสำริดสมัยอยุธยา"หลวงพ่อแขนลาย" ซึ่งแขนด้านหนึ่งขององค์พระมีการลงอักขระยันต์ไว้อย่างชัดเจน  เชื่อกันว่าเป็นรูปเคารพของพระบรมไตรโลกนาถและพระศรีอารย์   เป็นที่เล่าลือถึงความศักดิ์สิทธิ์และการบนบานศาลกล่าวที่ประสบความสำเร็จในหลายๆ เรื่องเคยถูกขโมยหลายครั้งแต่ไม่สามารถนำองค์พระออกไปได้ภายในวัดยังมีสิ่งน่าสนใจอีกมากมาย  เช่น  ภาพเขียนฝาผนังฝีมือช่างหลวงภาย  ในพระอุโบสถ  หอไตรโบราณสมัยอยุธยา  และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น  ที่รวบรวมธรรมมาสน์ ตู้ลายรดน้ำ คัมภีร์พระไตรปิฎกและสิ่งของเครื่องใช้สมัยโบราณไว้อย่างสมบูรณ์ ท้าวศรีสุดาจันทร์ วางยาพิษจนสวรรคต เหล่าขุนนางจึงได้สร้างวัดแก้วฟ้าน้อย พร้อมกับพระพุทธรูปปางอู่ทองถวายเป็นพระราชกุศล ในช่วงสองร้อยปีกิติศัพท์ของความศักดิ์สิทธิ์ขจรขจายไปทั่วสืบมาจนปัจจุบัน และยังสามารถเที่ยวชมบ้าน ฯพณฯ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ที่อยู่บริเวณหน้าวัดได้อีกด้วย 

      

    11.00 น. (4) วัดตูม  ไหว้หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์  พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่มีน้ำผุดออกมาจากพระเศียรมาร้อยกว่าปี

     

                ตำนานมหัศจรรย์อันเกิดจากอภินิหารของหลวงพ่อทองสุข พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่กับวัดตูมจังหวัดพระนครศรีอยุธยานี้นับเป็นเรื่องที่ได้รับการเล่าขานกันมานานแล้วหลวงพ่อทองสุขเป็นพระพุทธรูปสำริดทรงเครื่องเรียกกันสามัญว่า “หลวงพ่อสุข”  ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในสมัยใด ไม่มีตำนานปรากฎเดิมประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถหลังเก่าแถวหน้าพระประธาน สันนิษฐานว่าคงมีมาแต่ดั้งเดิมในวัดตูมแห่งนี้เมื่อก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งสุดท้าย และสามารถรอดพ้นมาจากการเผาผลาญทำลายของข้าศึกมาอย่างน่าอัศจรรย์   จึงนับว่าเป็นพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาจนถึงทุกวันนี้      

     

    12.00 น. (5) วัดสุวรรณดารารามวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอก วัดประจำพระราชวงศ์จักรี ไหว้พระประธานพระอุโบสถและพระวิหาร ชมจิตรกรรมฝาผนังที่มีชื่อเสียงในพระอุโบสถและพระวิหาร บรรยายถึงพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สักการะเจดีย์บรรจุอัฐิพระบิดา-พระมารดาในพระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  

      

    13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ที่ร้านผักหวานวัดสุวรรณดาราราม..หย่อยๆๆๆๆๆ น้ำมะพร้าวหอมเย็นหวานชื่นจาย...คลายร้อน มีสั่งเต้าหู้ทอด อร่อยดี ทานร้อนๆ  จิ้มกะน้ำจิ้มของร้านนี้ สุดยอด   และก็สั่งผัดผักหวานใส่กุ้งราดข้าว  และยังมีเมนูอื่นอีกที่น่าสนใจ   แต่เนื่องด้วยเวลาจำกัด และจำนวนลูกค้าแน่นร้านไว้รอบหน้าถ้าได้มาอีกจะมาชิมเมนูที่เหลือ (เพิ่มเติม ร้านก๋วยเตี๋ยวผักหวานวัดสุวรรณดาราม อยู่ห่างโรงแรมริเวอร์วิวเพลสนิดเดียว ขับรถบนถนนอู่ทองจากโรงแรมไปทางสะพานนเรศวรจะเห็นป้ายอยู่ทางซ้อยมือ อาหารอร่อยสมคำเล่าลือ มีก๋วยเตี๋ยวผัดไทยผักหวาน มีผักหวาน ทั้งที่ผัดกับก๋วยเตี๋ยว และที่ให้ยอดมากินสดกับก๋วยเตี๋ยว ก๋ วยเตี๋ยวน้ำยอดผักหวาน  ผัดยอดผักหวาน เ ห็ดนางฟ้าทอดกรอบจิ้มน้ำจิ้มแม่ประนอม ยำยอดผักหวาน อร่อยทุกจาน อิ่มนี้อยู่ถึงเย็น แถมยังมีขนมหวานลอดช่องแตงไทย)

     

    14.00 น. (6) วัดเสนาสนาราม ไหว้พระสัมพุทธมุนี พระประธานพระอุโบสถ และ พระอินทร์แปลง พระประธานพระวิหารพระพุทธรูปศิลปะล้านช้างองค์งามที่สุด (วัดนี้ตกสำรวจในแผนที่อยุธยาเป็นวัดที่มีศิลปที่สวยงามอีกวัดหนึ่ง)   

           ข้อมูลเพิ่มเติม  วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงสถาปนาวัดเสนาสนาราม  เมื่อ  .. 2406 เดิมชื่อ "วัดเสื่อสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา  ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก  ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ใกล้ตลาดหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา "วัดเสื่อ" ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรียุธยา จดในพระราชหัตถเลขาว่า ในรัชสมัยของพระมหาธรรมราชา เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขณะดำรงตำแหน่งเป็นพระมหารอุปราช  โปรดฯ ให้สร้างวังขึ้นเป็นที่ประทับในกรุงศรีอยุธยา  คือ  วังจันทรเกษม อาณาเขตทางด้านทิศใต้ของวังจันทรเกษมนี้ติดกับวัดเสื่อ   ต่อมาในรัชสมัย ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ขยายอานาเขต ของวังจันทรเกษมนี้ออกไป และรวมเอาวัดเสื่อ  อยู่ในเขตวังจันทรเกษมด้วย จนกระทั่งเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี พ.. 2310 วัดเสื่อ จึงได้ร้างไป   เมื่อ พ.. 2406 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้พระยาราชสงคราม (ทัด หงสกุล) เป็นแม่กองอำนวยการปฏิสังขรณ์ เพิ่มเติมพร้อมพระราชทานชื่อใหม่ว่า "วัดเสนาสนาราม" และ โปรดฯ ให้สร้างพระอุโบสถ พระวิหาร 2 หลัง หมู่พระเจดีย์ และกุฎิสงฆ์ นับเป็นวัดคณะสงฆ์ธรรมยุตินิกายแห่งแรกในภูมิภาค จนกระทั่งถึงสมัยที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรฌาณวโรรส เป็นสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ได้รับสั่งให้วัดเสนาสนาราม   เป็นวัดที่ทำพิธีแปลงนิกายจากมหานิกายเป็นธรรมยุตินิกาย โดยให้ทำพิธีสวดญัตติที่วัดเสนาสนารามแห่งนี้ ปัจจุบันวัดเสนาสนารามเป็นวัดเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ธรรมยุต)

     

    15.00 น. (7) วัดท่าการ้อง ไหว้พระประธานสมัยอยุธยา ในอุโบสถ นมัสการหลวงพ่อยิ้ม พระพุทธรูปสมัยอยุธยา สักการะพระบรมสารีริกธาตุ และซื้อของฝาก

                 ข้อมูลเพิ่มเติม วัดท่าการ้อง เป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยอยุธยา สร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2092 ประมาณ 450 ปี เศษมาแล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างในปี  พ.ศ. ใด  สันนิษฐาว่าคงเป็นวัดที่ราษฎรสร้าง  เพราะไม่ปรากฏรายชื่อพระอารามหลวงสมัยอยุธยาตามบันทึกพระราช พงศาวดาร        

     

    ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน

    http://www.literatureandhistory.go.th/FineArts/Upload/Documents/1568%5C%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87.doc

     

    16.00 น. (8) วัดกษัตราธิราช  วัดที่สวยงามที่สุดในอยุธยา (เป็นวัดโบราณในสมัยอยุธยา)  ไหว้พระพุทธกษัตราธิราช  มีพระปรางค์ใหญ่และพระอุโบสถสมัยอยุธยา ซึ่งมีลายดาวเพดานจำหลักไม้ งดงามมาก  บรรดาถาวรวัตถุในวัดกษัตราธิราชที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ นอกจากพระอุโบสถ พระปรางค์แล้ว ได้สร้างขึ้นในยุคพระครูวินยานุวัติคุณ (ทรง) เป็นส่วนมาก  และเจ้าอาวาสองค์ต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบันนี้ก็ได้ปฏิสังขรณ์อีกเรื่อยมาโดยลำดับ  

     

    17.00 น. (9) วัดพุทไธสวรรย์  พระอารามหลวงเก่าแก่อายุ  655  ปี  ไหว้พระประธานพระวิหารหลวง  วัดพุทไธสวรรย์ อ ยู่ริมแม่น้ำตรงข้ามกับพระนครด้านใต้

           ข้อมูลเพิ่มเติม ในราว พ..1896 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสถาปนาวัดพุทไธสวรรค์ ขึ้น ณ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  เพื่อเป็นที่ระลึกถึงตำบลเวียงเหล็กซึ่งเป็นสถานที่ทางพักไพร่พลเป็นระยะเวลา 3 ปี หลังจากอพยพหนีโรคระบาดและต่อมาได้ข้ามแม่น้ำมาสร้างกรุงศรีอยุธยา ที่ตำบลหนองโสน ในปี พ..1893 วัดพุทไธสวรรค์มีจุดเด่นที่องค์พระปรางค์ ลักษณะศิลปะแบบขอม งดงามเป็นที่เชิดชูแก่วัดอย่างมาก  บริเวณพระปรางค์ล้อมรอบด้วยพระระเบียงที่มีพระพุทธรูปพอกปูนลงรักปิดทองพระนอนประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์    ในปัจจุบัน ยังมีซากเหลืออยู่อีกหลายอย่าง เช่น ปรางค์ใหญ่คดรอบปรางค์ ซึ่งมีพระพุทธรูปศิลาตั้งเรียงรายเต็มหมด พระอุโบสถ พระวิหาร พระวิหารพระนอน และพระตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งสร้างแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา  ก็ยังมีปรากฎอยู่ที่วัดนี้อีกด้วย ที่ผนังตำหนักสมเด็จฯ  มีภาพเขียนเรื่องทศชาติชาดก กับเรื่องราวที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ไปนมัสการพระพุทธบาทที่ลังกาทวีป แต่ถูกลบเลือนไปเป็นส่วนมากแล้ว ส่วนจตุคามที่วัดนี้ ถือว่าเป็นวัดเดียวที่มีชื่อเสียง ยังมีผู้สนใจเช่าอยู่

                                      

    20.00 น. กลับถึงกรมประชาสัมพันธ์ 

     

    ค่า Trip คนละ 750 บาท

    ได้รับความรู้จากที่ฟังอาจารย์บรรยาย ทริปนี้ก็คุ้มแร้วอะ จากที่ไม่ค่อยเข้าใจประวัติศาสตร์ ทำให้สนใจไปเรย เลือดรักชาติเกิน 100 ขอให้อาจารย์ สุขภาพแข็งแรงนะคะ เพื่อถ่ายทอดความรู้แบบนี้ให้ทุกคนที่สนใจ ได้มีโอกาสร่วมทริปแบบนี้ไปกับอาจารย์อีกนานค่ะ

     

     ศึกษาข้อมูลท่องเที่ยง จ.พiะนครศรีอยุธยา เพิ่มเติมได้ใน

    http://www.ayutthaya.go.th/place1.htm

    http://www.rungsimun.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=253642&Ntype=5
     

     

     นมัสการหลวงพ่อโต พระพุทธไตรรัตนายก วัดพนัญเชิง วัดหน้าพระเมรุ 2.jpg หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์เป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามองค์หนึ่ง   ภาพจิตกรรมฝาผนัง
     พระพักตร์อีกมุม เปิดโลกกว้าง ไหว้พระประธานพระวิหารหลวง    IMG_6535_resize.JPG

    แบ่งปันรูปภาพ <Share_Pic>

            
                                                                                   relax...พักสายตากันด้วยภาพสวย ๆ

    Family Gang เลาะตะเข็บชายแดน 12-13_06_08 (บุรีรีมย์-สุรินทร์)

     
     >> 12-06-08 start ออกจาก กทม. ตี 4 มาเส้นบางปะอินถึงสีคิ้ว วิ่งตามถนนหมายเลข 24 ถึงบุรีรัมย์ จุดหมาย Gang เรา  คือ  Auto
     
            1. ปราสาทพนมรุ้ง จอดรถได้ 2 ทาง คือ ด้านบน (เสียค่าที่จอดอีก 50.- เหมาะกับคนที่ไม่ชอบเดิน ด้านบนคือตัวของปราสาท กะ ด้านล่าง
              (ไม่ต้องเสียค่าที่จอด มีลานจอดรถเยอะก่า+ของฝาก+ร้านอาหาร) อากาศช่วงสายๆ ปลอดโปร่งสบาย ถึงแดดจะแรง แต่บรรยากาศร่มรื่น
              มีต้นไม้ใหญ่ตลอดทางเดิน หายเหนื่อยเรยที่สำคัญคนไม่เยอะ เพราะไม่ใช่วันหยุด   เที่ยงก็แวะหม่ำที่ร้านอาหารละแวกนั้นฝั่งที่ติดถนนดำ
              ร้านขวามือสุด จำชื่อร้านไม่ได้แว้ว มีขายน้ำปั่นอยู่หน้าร้าน จัดร้านออกแนวอีสาน+เหนือ อาหารรสชาติดี  สะอาด  อาหย่อย  ราคาไม่แพง 
              เจ้าของร้านอัธยาสัยดี ......บ่ายๆ เราก็ปายกันต่อ.......  
     
      เดินทางกันแต่เช้ามืด ประมาณตี 4 ถึงจุดหมายแรกของ group   บรรยากาศ ปราสาทด้านบนสุด  สัญลักษณ์ของปราสาทหินพนมรุ้ง  ปราหินพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์  ป้ายประวัติ ปราสาทพนมรุ้ง
      ปราสาทหินพนมรุ้ง ชั้นบนสุด เชอะ ทางเดิน ด้านข้างเต็มไปด้วยต้นไม่ใหญ่ แปลว่า
     
            2. ปราสาทเมืองต่ำ หรือเมืองบาราย ออกจากปราสาทพนมรุ้งขับไปไม่ไกลเราก็มาถึงที่ปราสาทเมืองต่ำ สวย ร่มรื่น เจอแดดฝน สลับกันแต่
               ฝนตกไม่หนัก  ปรอยๆ  พอเดินได้ สมควรแก่เวลาต้องเดินทางต่อไปที่....  อ.ลำดวน จ.สุรินทร์
     
     ลงมาจากปราสาทพนมรุ้ง ขับออกมานิหน่อย ถึงจุดหมายที่ 2 ปราสาทเมืองต่ำ บรรยากาศ บาราย หรือ สระน้ำ  เฮอะๆๆ
     ตรงนี้จะเปง สระบัว สถูปด้านใน คันโธ เขียนถูกป่าวหว่า มีทั้ง 4 มุม เหลืออยู่ไม่กี่ใบ หนักใช่เร่น ใครขโมยไป กำ ชัดๆ เล่นกันแร้ว เรา  บาราย สังเกตุที่ยอด มะรู้อันหนายจิง อันหนายปลอม ดูกันเอาเอง  จร้า บรรยากาศ
     
           Gang เราแวะนอนบ้านญาติที่ หมู่บ้านยะสุข อ.สังขละ จ.สุรินทร์ ที่หมู่บ้านนี้มีที่เที่ยวคือ ปราสาทตะเป็งเตียน ซึ่งแปลว่า หนองเป็ด แต่ไม่ได้
           แวะกันเนื่องจากเย็นมากแล้ว
     
     >> 13-06-08 เวลา 06.00 น. ออกจากสังขละ  วิ่งตามถนนหมายเลข 24 ถึง อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ จุดหมายต่อไปของเราคือ การเดินลัด
                        เลาะตะเข็บชายแดน ไทย-กัมพูชา ที่
     
     เริ่ม trip start 6 โมงเช้า ถึงแร้ว อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ หมอก ง่ะ หมอก ประมาณ 9 โมง ธงชาติกัมพูชา ที่ปราสาทเขาพระวิหาร ระหว่างเดิน หมอกค่ะ หมอก บาราย ตอนหมอกลง เดินกันด้วยความระมัดระวัง กัวส์ ระเบิด
     
            3. ปราสาทเขาพระวิหาร ถึงประมาณ 09.00 น. ระหว่างทางมีฝน แดด หมอก สลับกันไปมาตลอดการเดินทางจนถึง อท.เขาพระวิหาร เสียค่า
               เข้าชมคนละ 40 บาท?  ถึงจุดจอดรถทางขึ้นเขาพระวิหาร  start เดิน 10.00 น. เสียค่า ตม.จากฝั่งไทยคนละ 5บาท ?? เดินไปเรื่อย ๆ ไม่
               ไกล จนถึงด่าน เปิด-ปิด พ้นประตูด่านไป เดินไปอีกนิด เสียค่าเหยียบแผ่นดินกัมพูชา คนละ 50 บาท ?????  Gang เราขอขึ้น ปราสาทเขา
               พระวิหารก่อน เนื่องจากมีหมอกได้บรรยากาศ เหมือนอยู่ดินแดนลี้ลับ นักท่องเที่ยวมีแต่ Gang เรากะน้อง guid 2 หนุ่มผู้เกาะติดเราไปทุก
               ที่ จนกว่าเทอจะได้เงินของเราไป เราถึงจะเปงไท   เราเริ่มมองหน้ากันแระ  แหะๆ  มากันถูกที่ ถูกจังหวะมั้ยเนี่ย?  สักพักใหญ่ ๆ เริ่มมีกลุ่ม
               นักเรียนมาทัศนศึกษากะนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ เริ่มใจชื้นกันแระ  จากนั้น ขาลงจากเขาพระวิหารเราก็แวะ  
     
     อยู่ระหว่างบูรณะทุกชั้น อะค่ะ ถึงแล้วชั้นที่ 3 ยอดปราสาทเขาพระวิหาร ดูเอาซะ เทอช่างกล้า family กะน้องไกด์ น้องๆ น่ารักดีค่ะ รอบหน้าไปเห็นหน้าเรียกใช้บริการกันได้ คร้า ใช้บริการน้องไกด์..ถ่ายรูปให้หน่อย จิ
     เริ่มเดินกลับกันแร้ว ลงมาทางเดิม family กะปราสาทชั้นที่ 2 ปราสาทชั้นที่ 2  ถ่ายภาพนี้ถูกคนดูแลสถานที่ดุด้วยอะ งง มันว่าอารายตูหว่า ถามล่ามบอกว่า..ห้ามไปอยู่ใกล้มันพังอยู่ เราก็อยู่ด้วยกันทั้งกลุ่มนี่นา ??? เย้ ถึงข้างล่างกันแร้วค่ะ
     
            4. Unseen ภาพสลักนูนต่ำ ที่จุดชมวิวผามออีแดง  มีรูปแกะสลักหินลักษณะนูน  เป็นรูปของเทพ 3 องค์เรียงกัน อยู่ด้านล่างของผามออีแดง
               และผามออีแดงเป็นจุดที่ปักเสาธงชาติไทย เดิมเสาธงชาติไทยเคยตั้งอยู่ที่ผาเป้ยตาดี เหนือปราสาทเขาพระวิหาร หลังจากศาลโลกตัดสิน
               ให้อธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชาในวันที่ 15 มิถุนายน 2505 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย   (พณฯ จอมพล
               ประภาส จารุเสถียร)       ได้อันเชิญเสาธงชาติไทยจากผาเป้ยตาดีมาตั้งไว้ที่ผามออีแดง     โดยไม่เชิญธงชาติไทยลงจากเสาในวันที่ 15 
               กรกฎาคม  2505 
     
     จุดหมายต่อไปคือ unseen ภาพสลักนูนต่ำ อยู่ก่อนทางเข้าเขาพระวิหารฝั่งไทย ข้างบนมีจุดชมวิว ชื่อ  ด้านหลังคือชายแดนกัมพูชา ทางลงบันไดเพื่อดูภาพสลักนูนต่ำ unseen ภาพสลักนูนต่ำ     
     ที่ผามออีแดง จากจุดชมวิวผามออีแดง มองไปจะเห็นทางเดินไปปราสาทเขาพระวิหาร พาโนราม่า ผามออีแดง
     
               เมื่อวันเสาร์ที่ 14 มิ.ย. 2551 ที่ผ่านมา  กรมศิลปากรเริ่มทยอยนำชิ้นส่วนโบราณวัตถุที่ซ่อมแซมแล้วของโบราณสถานแต่ละแห่งไปวางไว้
               ที่เดิม  เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม  
     
      จากนั้นประมาณบ่าย 2 Gang เราก็ตีกลับเข้า กทม. ถึงบ้าน 5 ทุ่ม zzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzz แทบสลบ zzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzz
     
      คนไทย-อีสานใต้ ใจดี มีน้ำใจ ใครมาเยือนต้อนรับเป็นอย่างดี ชอบ ๆ ๆ    จากที่เข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์มาของไทยเราอนุรักษ์ได้เยี่ยมยอด
      อันไหนที่พังแล้ว  พี่ไทยก็ทำให้สมบูรณ์เหมือนจริง เมื่อเราไปดูที่ปราสาทเขาพระวิหาร หากมันเป็นของไทยเราคงไม่พังทลายปล่อยให้ทรุดโทรม
      ขนาดนี้ เรานึกภาพย้อนหลังระหว่างทางเดินของตัวปราสาทตอนก้าวลงบันไดเราถึงสะอึกว่าเท้าที่แต่ละคนเหยียบย่ำลงไป คือ  ยอดของปราสาท
      เฮ่อ............................................................................................................................................................................  Umbrella     
     
                             

    Song_gran by JaY 14-18_04_2008 (ประจวบฯ-โคราช-ฉะเชิงเทรา-บางแสน)

       >>   รถ   สงกรานต์รอบนี้ ไปเรื่อยเปื่อย เจง ๆ   ->   ลงใต้   ->   ยันขึ้นอีสาน เน้นเข้าวัด ฟังดูดีเน้อะ รู้สึกร้อนๆ เฮอะๆๆ อากาศมังร้อนง่ะ หุหุ 

      แวะสักการะ...เอาบุญมาแบ่งเพื่อนเท่าๆ กันนะ ก็มีความสุขไปอีกรูปแบบ ๑  กลับมา เฮอะๆๆๆ ยิ่งก่าปลาแดดเดว แขนดำเรย ใช้ uv ก็เอาม่ายอยู่

      ซะแระ ไม่ก้าใส่แขนสั้นอีกเรยตู  อิอิ ++ ายสายตาประชา she อ่า .... คริ คริ 

     

      >>  ปาย มา ม่าย กี่ ที่ หร่อ program คร่าว ๆ มีจะอี้ ก่ะ

     

      >> 14-04-08  ระนอง   >>  บ่อน้ำร้อน, หาดประพาส

                           ลงใต้    ->   Go Home ไปหาสุดเลิฟๆ อันนี้ไม่กลับไม่ล้าย เจ้ใหญ่ของบ้านไม่ยอมแน่ๆ เด๋วเป็งเรื่อง ที่สำคัญต้องทำคะแนน++   

     

      เริ่ม trip สงกรานต์ที่หาดประพาส กิ่งอ.สุขสำราญ จ.พังงา  twin มะ มี อายครายเรย  ครายอยากดู ตู มะไม่สน อะ  เอาไม่อยู่ แระ..ปล่อยเค้า  สั่งทำไร ทำ..อิอิ แม่เราก็เอากะเค้า โฮะๆๆ  เย้!!! จะได้กลับบ้านแว้ว หิว หิว ง่ะ 

      ก่อนเข้าบ้าน แวะน้ำพุร้อน (สวนรักษะวาริน)  ได้เวลาแช่น้ำร้อนกันแระ ครายอยากลงไปแช่ก็แช่ซะ ถ้าไม่คิดมาก เหอะๆๆ t..n ล้วนๆๆ  บ่อพ่อ  บ่อพ่อ รอบๆ  บ่อพ่อรอบๆ แช่จนหนำใจกันแร้ว ก็ได้เวลากลับกัน พักผ่อน เพื่อเดินทางเช้าวันใหม่

     

      >> 15-04-08  ประจวบ  >>  หลวงปู่ทวด - วัดห้วยมงคล

                          จากนั้นก็  Go กันต่อ  ->  ขึ้นประจวบฯ แวะนมัสการหลวงปู่ทวด-วัดห้วยมงคล อันนี้ครายไปแร้วไม่แวะไม่ได้แร้วนะ องค์โตเชียะ 

                          อลังการยิ่งก่าหลวงปู่โตของคุงสรพงษ์ ซะอีก  สร้างได้เรื่อยๆ เช่นกัน พื้นที่เหลือเฟือ..... 

                                                ถติดช่วงเข้าเพชรบุรี  เริ่ม...สงสาร...พลขับ แหะ *.*    เพิ่งรู้สึกตัวกัน โฮะ ๆ ๆ ๆ ๆ

     

      start กันแต่เช้า go จากระนองถึงชุมพรแระ  หินเหมือนเศียรพระ มีสลักพระปรมาภิไธยย่อ จปร.  ถึงประจวบแว้ว..ประมาณบ่าย 3 ได้  แวะนมัสการหลวงปู่ทวด วัดห้วยมงคล อากาศดี ไม่มีแดดเรย แปลกจัง...  มุมด้านข้าง  มุมด้านหน้า

     

      >> 16-04-08  โคราช >> วิหารอาจารย์หลวงพ่อโตจันทรังสี

                           Go ต่อไป ก้อเป็งอีกที่ -> แวะนมัสการปลวงปู่โต ก้อสร้างได้เรื่อยๆ  เปงกำลังใจให้ คุงสรพงษ์ กันปายนะ สู้ สู้

     

      start กันแต่เช้ามึด จนถึงเขื่อนลำตะคอง แวะทานข้าว  twin ตอนนี้ถ่ายกันยังไม่เหง กองทัพหนอน โหะๆๆ จะเปงลม  รอบๆ  วิหารหลวงพ่อโต สร้างได้เรื่อยๆ  หลวงปู้โต 2  บรยากาศ วิหารหลวงพ่อโต อากาศร้อนมั้ก ลืมตาได้แค่นี้อะค่ะ นากนั้นตีรถไปพักบ้านญาติ

     

      >> 17-04-08  โคราช >> ปราสาทหินพิมาย (ไว้รอบหน้าจะไปปราสาทหินพนมรุ้ง จ. บุรีรัมย์ รอบนี้เวลาไม่พอก้าบป๋ม) มันคือทางผ่านที่ทุกครั้ง

                           ผ่านแร้ว  ผ่านเรย  รอบนี้ขากลับ เรยขอแวะซม หน่อย ->  ปราสาทหินพิมาย ซื่นใจ เจงๆ แต่ก้อทรุดโทรมไปมาก แระ............. 

                           แร้วจะไปอีก แต่ติดเรื่อง  ที่จอดรถ มะ ค่อย มี ค่าเข้าชม คนละ 10 บาท    

     

     ปราสาทหิน ช่องทางเดิน แต่ละช่วง   รูป family ขากล้องแบกไป จะได้ซักรูปแสนยากเยง เหอะๆๆ  ปราสาทหินพิมาย  ปราสาทหินพิมาย  ทรุดโทรม มาก แร้ว  ป้ายด้านหน้า อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย จบ trip วันนี้เดินทางกลับ กทม. กัน

     

      >> 18-04-08  ฉะเชิงเทรา >> วัดโสธร, ชลบุรี >> บางแสน  (โปรแกรมปิดท้ายสงกรานต์ปีนี้)

                          ใครที่ไปนมัสการหลวงพ่อโสธรที่ฉะเชิงเทรา แล้วออกไปเส้นทาง กรุงเทพ-ชลบุรี เพื่อไปบางแสนต่อ  ขาออกจากวัดโสธรจนถึง

                          ปั้มเจ็ท  (ราวเที่ยงกว่าๆ ได้......เรากะว่าจะไปให้ถึงตลาด หนองมนก่อนเพื่อซื้ออาหารทะเล+ของฝาก แล้วเข้าบางแสน เพื่อทาน

                          อาหารกันที่ร้านยำป้าริ้ว แต่ดันหิวกันซะ.....ก่อน เลยต้องแวะทานกันก่อนที่ฉะเชิงเทรา) 

    เราแวะร้านอาหารที่อยู่ติดปั้มเจ็ทกันชื่อ

                         

     trip ปิดท้ายสงกราต์ ปีนี้ แวะนมัสการ หลวงพ่อโสธร จ.ฉะเชิงเทรา บรรยากาศรอบๆ หลวงพ่อโสธร  บรรยากาศวัดหลวงพ่อโสธร  เส้นทางล่องเรือ บรรยากาศคลองที่ใช้ล่องเรือ ออกจากวัดหลวงพ่อโสธรเพื่อไปบางแสนต่อ แวะทานอาหารที่ร้านครัวไทยข้างปั้มเจ็ท บริการแย่มาก อย่าเข้ากันเชียว กรูเกลียด....

     

                          ร้าน ครัวไทย หากใครไป อย่าแวะเข้าร้านนี้เด็ดขาด ดูจากเมนูอาหารที่ติดป้ายโฆษณาอยู่หน้าร้านและภายในร้าน อาหารหลาก

                          หลายมาก.........มีแม่ค้าอยู่คนนึง ไม่รู้ว่า she คือใคร หล่อนขายข้าวแกง และเป็นแม่ครัว รูปร่างท้วมๆ แต่ไม่อ้วน ผิวไม่ขาวมาก

                          หน้าตาไม่ต้อนรับแขกเอาซะเรย เราไปถึง  ก็ตามปกติ คือ ต้องไปนั่งที่โต๊ะอาหาร แล้วสั่งอาหาร แต่ she คนนี้    สั่งให้เรานั่งโต๊ะ

                          หน้าร้าน แต่เราไม่นั่ง เพราะมันร้อน เราเลือกไปนั่งโต๊ะด้านข้างเพราะอากาศดีก่า แล้ว she ก็สั่งให้เราเดินมา เลือก+สั่ง อาหาร ที่

                          หน้าตู้ที่เป็นข้าวแกง (เราก็ว่าไม่กินแร้วล่ะ กินไ่ลง มาย?? เรื่องมากจัง ไร้สาระ ว่ะ แต่แม่เราเค้าสั่งราดข้าวไปแร้ว ก็ต้องเลยตาม

                          เลย)  ก็มีสั่งราดข้า2 จาน กะอาหารตามสั่งอีก 2 อย่าง  คือ  ผัดเผ็ดหมูป่า กะ ต้มยำหม้อไฟ  สักพักอาหารก็ทยอยมาต่ไม่มี

                          ผักสด เพื่อกินกับของเผ็ด เราจึงขอผัก-แตงกวา กะเด็กในร้านอีกคน      สักพั she คนนี้   ก็มาเสิร์ฟต้มยำหม้อไฟด้วยหน้า

    ตาดุ 

                          เกรี้ยดกราด ...... (เฮ้อ!!!!! กำ  เหมือน she จะเอาหม้อ ร้อนๆ มาเทใส่หน้าเรา เหอะๆๆๆๆ)... แล้วมีของแถมให้เราอีกแน่ะ

                          she ตะคอกใส่เราว่า ไม่เคยมี ใครมาขอผักนะ............... เรากะ Family Gang ได้แต่ อึ้งกับอึ้ง!!!!  อ้าย หยา ..โอ๋ โย๋  แม่เจ้า 

                          พึ่งเคยเจอเหมือนกันนี่แล่ะ??? วอท ซับ แหนมมมมม  อาราย????  มานจะงกได้ปานนั้น   ใครบอกว่าลูกค้าคือพระเจ้าแต่เจ๊ร้านนี้

                          กูคือพระเจ้า   บริการห่วยแตก+แย่มั้กมากๆๆๆ+อาหารรสชาดก็งั้นๆ  รีบกินรีบออก หากเพื่อนพ้องท่านใด ไปแล้วอยากเจอ ก้อไป

                          ลองของกันได้นะ 

                          ส่วนเราอนุโมทนาสาธุ ให้ she แล้วล่ะ (เย็นไว้โยม นึกถึงบุญที่ทำมา...กว่าจะทำใจให้เย็นได้ เหอะๆๆ รับไม่ได้ ง่ะ งุงิ  งุงิ)

     

     ถึงแระ..ร้านยำป้าริ้ว บางแสน ตามเคยมาทีไรจำเลขเสามะเคยได้ เหอะๆๆ อยู่สุดเรยเกือบถึงโรงแรมหินสวยน้ำใส อะ บรรยากาศพระอาทิตย์ตกดิน รูป family ก่อนกลับ ขอชัดๆ ตกแระ

     

                             ** เหอะๆๆ เที่ยว กิน เล่น เฮฮา...ก็ happy ทุกที่ ยกเว้นที่ฉะเชิงเทรานี่แล่ะ  คน อี กัว น่า จัง  ‘>_<’   

                                                        คงไม่ไปอีกแว้ว ล่ะ ... อะ ยึ๋ย... “O_O”   ** เศร้า

     

    ชมรูปได้ใน

    https://cid-8287b3c4c01d9287.skydrive.live.com/browse.aspx/Family%20Gang%20%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%2014-18%e2%88%9504%e2%88%9508

                      

    countdown 29/12/50-02/01/51

      Tongue out    >>   ปีนี้ไปเค้าดาวที่อีสาน อากาศเย็นใช้ได้ทีเดียว...กลับมา 55...  ตัวดำ เหี่ยวหนักก่าเดิม หุหุ
     
      หลังจากปีที่แล้ว ก้อไม่กล้า ไปเค้าดาวที่ central world อีกเยย กัวววว..บอมม์ ปีนี้เลยไปนอก..เมือง ดีก่า อิอิ  แต่ก็ยังรู้สึกว่าไปไม่พ้นกรุงเตป
      อยู่ดี อะ.. ตูดรถมังแดงหางยาวเป็นมังกร เยย กว่าจะถึง..ไหน เฮ่อ.....ทำเอาขาเหน็บไปเยย  เดินแทบไม่ได้  ทรมานสุดสุด....แก่แล้วก้อ เนี้ยะ
      แหล่ะ เน้อะ     << Auto
     
      บรรยากาศยามเช้าที่บ้านนอก  บรรยากาศบ้านนอก พอ เพียง จิง จิง  บรรยากาศบ้านนอก ไร้คำบรรยาย..น่าอยู่จิงๆ ปล่อยวางทุกอย่าง เราก็สามารถอยู่ที่นี่ได้  
      อีกภาพ  บรรยากาศนอกบ้าน ที่บ้านนอก   นีก็ด้วย

    หนาวนี้ไปหาปีศาจกันเถอะ..ไปดูฝนดาวตกด้วย..ที่ภูกระดึง 16-18/11/50, ระนอง-ชุมพร หาดทุ่งวัวแล่น 20-23/10/50, เชียงราย 10-11/02/50 , ย้อนรอยปาย-แม่ฮ่องสอน-เชียงใหม่ 6-11/12/49 (โหดร้ายสุดๆ เจไม่ปลื้ม)

     หนาวนี้ไปหาปีศาจกันเถอะ...ไปดูฝนดาวตกด้วย..ที่ภูกระดึง 16-18/11/50

     
      Wink   >>   จด ๆ  จ้อง ๆ  อยู่หลายอาทิตย์  ว่าจะไปดีมั้ย?  
              >>   และแล้วก็......ไปเอาตั๋วกันเถอะ.......
              >>   ได้ฤกษ์ดี...ฝนตก..ซะนี่..      เฮ้อ.. เจอ..เจ้า ปีศาจเป็นแน่แท้      แต่ก็ไม่ท้อ      เรา ไป ปราบ มัน กัน เถอะ...xx...
     
      รอบนี้ไปภูกระดึงกะหวานใจ ไม่ใช่ใคร... อิอิ  เป็นคนรู้ใจ น้องสาวเจเอง แหล่ะ
      >> สุด Love..เดี๋ยวนี้..ลาก.. ให้มา ยังไม่ยอมมา.. เล้ยยย.. say no ตลอด <<
     
                 
     
    โปรแกรม 3 วัน 2 คืน กลับวันอาทิตย์  เดินทาง วัน พฤ. 4 ทุ่ม โดยรถบัสแอร์เมืองเลย ถึงผานกเค้า ตี 5 ขึ้นภู 07.00 น. ถึงบนภู 12.00 น. ใช้เวลาเดิน
    5 ชม... ไม่ต้องรีบ แฮ่ะ.. เหนื่อยโคตร เล่ยะ.. ขึ้นกี่รอบก็เป็นอย่างนี้ทุกที ขาขึ้นอายุ 18 ขวบ ขาลง 80 เฮ่อ.. ให้มันได้อย่างงี้สิ แวะพัก+กิน ทุกซำ อิอิ
    ส้มตำ ต้องปู-ปลาร้า รสจัด อะ หย่อย มากกก  confirm อุณหภูมิประมาณ 12 องศา กำลังสบายๆๆ ไม่หนาวววว เท่าไร  (แค่ฟันตีกัน กะ ไม่ยอมอาบน้ำ)
    ปีศาจ (ทาก) เยอะ จิง จิง  แฮะ ..แต่มันไม่ชอบเลือดเจ.. เลยไม่โดนกะเค้า... เต้นท์ข้างๆๆ.. เจอกันเลือดสาด แง่มๆ ^^"  
     

    ขาลงภูเดี้ยง 5555    คุณยาย.. ตัวจริง  อยู่นี่แหล่ะ   เดินลงภู start 09.00 น. ถึง teen ภู 13.00 น. ใช้เวลา 4 ชม. ทำลายสถิติกันน่าดู.. เค้าให้
    เดิน 10 ชม. ก็ใช้มันให้เต็มที่ เดินทางกลับ บ่าย 3 ถึง กทม. 4 ทุ่มครึ่ง ใครอยากเจอหนาว น่าจะไป ธ.ค. - ม.ค. แต่ถ้าไปช่วงวันหยุดยาว คงต้อง
    ทำใจ..ญาติเยอะมาก วันปิยะ ที่ผ่านมา คนขึ้นไม่ค่อยเยอะ ประมาณ 1,000-2,000 คน....... 555 รอบนี้คนก็ใช่ย่อย..นึกว่า..คนจะน้อยกว่านี้.....
    มีเพื่อนเดินทาง..น่าร้าก ๆ ทั้งน้านนนน..โดยเฉพาะ เด่ะ เด่ะ  
     
    ความประทับใจของการมาช่วงปลายฝนต้นน๋าว
    - น้ำตกแรง ค่ะ
    - ทากก็น้อย (หรอ)
    - อากาศสบายๆ ไม่ค่อยร้อน ตกดึกถ้าให้เทียบกับช่วงน่าน๋าว น๋าวน้อยกว่า (ปวดฉิ้งฉ่องขอเก็บไว้ก่อน ขอไปทีเดวเช้าเรย แฮ่ ^^")
    - ห้องน้ำสะดวกสบายกว่าเมื่อก่อนเยอะเรยอ่า
     
    สิ่งที่ต้องเตรียมไป
    - เตรียมยาแก้ปวด, คลายกล้ามเนื้อ, เค้าเตอร์เพลนกันให้พร้อม รับรอง ได้ใช้  โฮะๆ รวมถึงมือนวด หุหุ
    - ถุงเท้ากันทาก ทากมีบ้างค่ะ ใครเจอก็โชคดีไป ฮิฮิ (บนภูมีขาย...ของที่ระทึก)
    - เตรียมปลั้กไฟแบบหลายๆ รู ไปด้วยค่ะ เพราะจุดให้เสียบไฟมีน้อย (บนที่ทำการ) เผื่อคนอื่นด้วย ฮิฮิ
    - เสื้อน๋าว กลางคืนอากาศเย็นใช้ได้ทีเดว
    - ไฟฉาย จำเป็นค่ะ เอาแบบสว่างทั่วถึงเผื่อแผ่คนอื่น จะขอบคุณมากเรย อิอิ++
    - ฯลฯ
     
     
    ถ้ามีโอกาส..หรือ..2 เท้ายังไปไหว ก็จะไปอีก นะ        
    .....xx.....ทุกย่างก้าว..คือ..การเดินทาง..xx..          
    Happy..NoteNote.. ลัล..ลา.. ..   Embarrassed  
     
    +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
     

    ระนอง-ชุมพร หาดทุ่งวัวแล่น อ.ปะทิว 20-23/10/50

     
      Wink   >>   กลับบ้าน ปะป๊า รอบนี้ หน้าพายุ เจอ ซัด..ดำซะ เลยไปได้แค่ ชุมพร
     
                     ตั้งใจจะไปตะลอน สุราษฯ กะ นครศรีฯ แต่น้ำท่วม ฝนตกหนัก เลยไปได้แค่ชุมพร อิอิ  ก็ยังดี เน้อะ
     
      หาดทุ่งวัวแล่น เป็นช่วงลมมรสุม คลื่นสูง ลมแรงมาก  สาวน้อยบนหาดทุ่งวัวแล่น
      ช้างบนหาดทุ่งวัวแล่น   เครื่องลาง...ที่ทำจากช้าง
     
      หาดทุ่งวัวแล่น อยู่ติดกับ คาบาน่า ..... ก็ใช่ ย่อย......ไม่แพ้ สุราษฯ เลย ..ลมแรงมาก คลื่นสูง...... ทะเลไม่ค่อย น่าเล่น ทรายฟุ้ง...นั่งติดหาด..
      เลยได้นั่งหม่ำข้าวกัน..ทรายเข้าไปเต็มกระเพาะ 555      
          
      หาดไม่สวย.....ทรายไม่ขาว...เหมือนเมื่อก่อน บรรยากาศ เปลี่ยนไปมาก เป็นไปทางการค้ามากขึ้น จากภาพที่หาดทรายขาวทอดยาวถึงน้ำทะเล
      มีต้นมะพร้าวขึ้นประปาย โน้มตัวทำมุมกับทรายขาวเรียบหาด มีบังกะโล เพียงไม่กี่หลัง ภาพนั้นมันหายไป แล้ว..เหลือเพียง บ้านพัก ศาลาริมทาง
      ร้านค้า ขึ้นเต็มไปหมด บดบังวิว ที่เคยมองเห็นได้ไกลเหมือนเมื่อก่อน .....................  Island with a palm tree                   
     
    +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
               
      ภาพหาดประพาสที่ กิ่งอำเภอสุขสำราญ จ.พังงา    
     
     ช่วงบ่ายเกือบเย็นๆ แดดไม่ค่อยจัดแล้ว ได้เวลาเด่ะๆ แก๊งเรา เล่นน้ำกันแย้ววว  เล่นก่อกองทรายกัน ทุกครั้งที่ไป  
     
     
      ภาพน้ำตกที่น้ำตกหงาว จ.ระนอง           
     
     น้ำตกหงาว จ.ระนอง เป็นน้ำตกแห่งเดียวที่มีปูเจ้าฟ้า...  น้ำตกหงาว จ.ระนอง
     
    ภาพแหลมพรหมเทพ จ.ภูเก็ต
    จุดชมวิว ที่แหลมพรหมเทพ จ.ภูเก็ต
     
     
    +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
     

    เชียงราย 10-11/02/50

     
        Tongue out   >>   Trip นี้ ไป กะ เด่ะ ๆ  ค่ะ     ทำตัวได้กลมกลืนมั้ก ๆ 
     
    Golden_Triangle_Chaingrai  เชียงแสน

     
     
         ที่เห็นหน้าเห็นตา ดีดี กันน่ะ จะเห็นว่าเหมือนรุ่นราวคราวเดียวกัน 555  มันช่วยไม่ได้ เน้อะ..หน้าเด็ก..อิอิ
     
         เป็น Trip ที่สบายสุดๆ ไม่รีบ ไม่ร้อน เรื่อยๆ เรื่อยๆ มากะน้องๆ ก็เลยอาสา พาไปกินของอาหย่อยยยย  พื้นบ้านเมืองเจียงฮาย  เจ้า....Angel    
           
    วัดร่องขุน  พระบรมธาตุพุทธนิมิตเจดีย์

    วัดร่องขุน  ดอยตุง-สวนแม่ฟ้าหลวง
     
         น้อง ๆ น่ารักทุกคนค่ะ แม้จะมีปัญหากันบ้าง แต่ความสัมพันธ์ยิ่งใหญ่กว่านะ ไว้รอบหน้า ถ้ามีโอกาส คงได้ร่วมเดินทางไปด้วยกันอีกนะคะ             
             
     
    +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
     

    ย้อนรอย : ปาย-แม่ฮ่องสอน-เชียงใหม่ 6-11/12/49 (โหดร้ายสุดๆ เจไม่ปลื้ม)

     
       Sad    >>    Trip นี้ตื่นเต้น  เจง  เจง.. ตั้งแต่ก้นยังหย่อนไม่ถึงที่นั่ง.. เลย    555
                >>    หนาวๆ ร้อนๆ กันถ้วนหน้า..ทั้งกรุ๊ป ตลอดค่ำคืน..ที่..ยาวนานของการเดินทาง..
                >>    นี่เราจะถึงจุดหมายกัน มั้ย นี่????  คำถามนี้..มันวนเวียน อยู่ในหัวพวกเรา ตลอดทั้งคืน.......ทั้งวัน!!!

    เราไปเปลี่ยนรถเป็นรถสองแถวกันที่พระธาตุดอยกองมู พร้อมสัมภาระ เพื่อค้างข้างบนปางอุ๋ง 1 คืน รอบนี้ได้บ้านดินของโครงการเลย ต้องยกความดีความชอบให้เพื่อนในกลุ่ม  she สามารถ จิงๆ
          
      เหตุเกิดจาก..เรามีพี่โซเฟอร์ ที่สุดจะหล่อเล๋า..น่าประทับใจ..ใจดี สุด สุด..และสุดแสนจะใจดี โคตรๆๆ มันมีนามว่า..ไอ้แดง..มันบอกว่า..มันน่ะ..
      เคยเป็นตำรวจนะ.. (แล้ว ไง.. อะ..แต่หน้ามันเหมือนโ ..มาก ก่า) มันจะเอาก๊วนเราไปปล่อย...ตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง..จาก..กทม. คงเพราะหน้า
      ตาที่ละอ่อนของพวกเรา ไปโดน..มัน โดยเฉพาะพี่เอ้ ที่ดูมันจะปลื้มเอามาก  หาว่าพวกเราเป็นนักศึกษาซะ เนี่ย..ตา ถึง เจง เจง
           
      ตกลงกับบริษัทรถ กัน ซะ ดิบ ดี ไหง!! วันเดินทางจิง จิง มันเป็นอย่างงี้หว่า??? บริษัทรถ ไอ้เจ้าของตอนคุยกัน มันบอกว่าเดี๋ยวจะขับรถ VIP ให้
      เอง..ขับขึ้นปางอุ๋งด้วย
     
      วันเดินทางจริง.. มันดันให้จ้าวอื่น คือ ไอ้แดง มาแทน....แถมไม่ยอมบอก Program ของพวกเราให้ไอ้แดงรู้ ไอ้เราก็คิดว่า..คงบอกกันเรียบร้อบ
      แล้ว   ที่ไหนได้..มันโยนหิน..ให้พวกเรา ซะเนี่ย    
     
      ไอ้แดง..พอมันรู้ว่า Program เราไปปางอุ๋ง เท่านั้นแหล่ะ..ธาตุแท้..มันออกมาหมด เล่ยะ.. จาก..หน้ามือ..เป็นหลัง teen เลย.. Oh จ้อช เที่ยวมา
      ก็พึ่งจะเคยเจอ นี่ แหล่ะ เฮ่อ....กำส์!!!!
           
      รถตู้ ไอ้แดง มันน่ะ..พึ่งถอยมา..( ไม่รู้กี่วัน เละ ) ป้ายแดง...มันย้ำ.. ไม่ขึ้นปางอุ๋ง..เดี๋ยวรถมันพัง มันน่าจะจอดรถมันไว้บ้าน เฉย ๆ  นะ  ไม่ต้อง
      มาขับ..  หรอก มันบอกอีกว่า..มันน่ะ..ขับให้แต่พวก นายพัน, อธิการ, ไอ้พวกยศ สูง ทั้งน้านนนน  เฮ่อ....พระ เจ้า จ้อช..มันแย่มากๆๆ..
           
      มันให้พวกเรา...นั่งกันนิ่งๆ..อย่าซน..อย่าไป ปรับ อะไรของมันในรถ ล่ะ.. มันบ่นตลอดทาง ว่ามันขับรถมาน่ะ..ทราย กะ ขยะบนรถ มันน่ะ...ไม่มี
      หรอกนะ.. พวกเราได้แต่มองมันด้วยสายตา..เอิ้ก  เอิ้ก..  มันจอดเป็นกวาด....เจอเนินเป็นหยุด...ขับ ถนอม จิง จิง..  เฮ่อ..จะถึงไหม เนี่ย..
     
      โห...คิดดูกันเอง ละ กัน..ว่ามัน อึด อัด ขนาดไหน.. จะซื้อของกัน ก็ ไม่กล้าซื้อ เพราะมันบ่น ตลอดทาง       
     
      ...................อดทนๆๆ กันนะพวกเรา ให้ถึงเชียงใหม่ก่อน เหอะ เราก็ทนมัน มันก็ทนเรา  เพราะช่วงเทศกาล รถตู้หายากส์............................
     
      ...................ผ่านออบหลวง....จนถึงปางอุ๋ง....จนถึงปาย...จนถึง....ถึง....ที่สุด  และ ..แล้ว................................................................. 
     
    หลังจากพวกเราผ่านค่ำคืนที่แสนทรมานและยาวนานกะไอ้แดงจอมโหด เราก็มาเช้าที่ ออบหลวง   ออบหลวง สัญลักษณ์ของออบหลวง คือ หินจุ๊บกัน
     
      เรา..กะ..ไอ้แดง สุดเลิฟ..คงไปกันไม่ได้.... เราต้องพรากจากกัน ซะ ที... เมื่อถึงเมืองเชียงใหม่  นี่แล ต้องทำใจ..เจอคน พรรค์ อย่าง  นี้
           
      ว่าแต่....พวกเรา....ต้องอยู่เชียงใหม่ กันอีก คืน นี่ ซิ.... Program เดิมต้องไปแพร่....เราต้องไปนอน แพร่.....เราต้องแบ่งหน้าที่กัน..ติดต่อรถ...
      หาที่พักใหม่ เลยได้ที่พักแถว ไนซ์บาซ่า..จนเรียบร้อยทุกอย่าง
           
      ไหนๆ ก็ต้องเอ้งเม้ง..อยู่เจียงใหม่ อีกวัน ก็เลยทำบุญ ไหว้พระ ขอพร 9 วัด กันซะ..ยกใหญ่เลย 555  ขออย่าได้เจอะเจอ แบบ มัน อีก เลย...... 
      แล้วเราก็....เจอ..มัน..อีก..ครั้ง..ที่..ถนนคนเดิน ท่าแพ
           
      โชคดีปนความโชคร้าย..ที่เพื่อนในกลุ่มติดต่อรถตู้อีกคันได้ ให้ตีรถจาก กรุงเทพ..มารับพวกเรา..กลับบ้านกัน  ดีใจ สุด สุด เลย..ยะ..ฮู้.. 
     
      ขอแวะหางดง กัน อีก รอบ เหอะ   (มากะไอ้แดง แวะหางดงกันแต่ไม่กล้าซื้อของกัน เลย อะ)                             
     
      ขอชดเชยเวลาที่เสียไป..ตอนอยู่กะมัน..โดยซื้อของกันให้มัน กระหน่ำ หน่อย.. ก็ เลยได้ ตุ๊กตาหมีไม้ หลายตัว เป็น set อันนี้ตั้งใจซื้อ อยากให้
      มันมีเพื่อน เยอะๆ ที่บ้าน และก็ได้ โคมไฟไม้ไผ่ อันใหญ่ 1 คู่  ดูมันติสส์ๆ  ดี  อันนี้ไม่ค่อยตั้งใจซื้อ 555 ว่าจะไม่ซื้อแล้วเชียว     
     
      เพื่อนๆ shop กัน กระจาย...ไม่น้อยหน้ากัน ไอ้ที่เล็งไว้ตอนอยู่กะไอ้แดง ได้ซื้อกันก็วันนี้ ละ..ว้า  นึกว่า..รอบนี้....จะไม่มีของ...ติดไม้ติดมือ....
      กลับ.. กัน..ซะ และ..
     
      ...................................เราร่วม ฝ่าฟัน อุปสรรค กันมา...ฮือ ฮือ..  จะ happy กัน..ก็ วัน ใกล้ จะ  กลับ นี่ แล่ะ.......................................   
     
      .....................แต่อย่างไร..รอบหน้า..ก๊วนเรา..ไอ้แดง..ม่าย.ช่าย..ปัญหา หุหุ หุหุ แล้ว เจอกัน..ปีหน้า..นะ..เพื่อนๆๆ  Embarrassed ..........................     
         
    Unseen ถ้ำแก้วโกมล เมื่อก่อนถ่ายภาพในถ้ำได้ แต่เนื่องจากแสงแฟลชไปทำลายผนึกแก้วในถ้ำ ปัจจุบันเกือบทุกที่จึงห้ามถ่ายรูป   บ้านนี้ของเรา ที่ภูตะวันรีสอร์ท เป็นบ้านไม้ 2 ชั้น ด้านล่างเป็นใต้ถุน แต่ละหลังจะไม่เหมือนกัน แต่งห้องน้ำ เก๋ดี โดยเฉพาะอ่างล้างหน้า อยากเอาไปไว้บ้านจัง 55

     
    และแล้วก็ถึงเชียงใหม่ แวะงานพืชสวนโลก แวะหางดง จนถึงที่พักของพวกเราจากนั้นไอ้แดงกะพวกเราก็จำต้องพรากจากกัน พวกเราต้องพูดจาน้ำหวานเย็นมาก เพื่อให้จากมันด้วยดี ก็ใช้เวลาเจรจากันพอสมควร   วันนี้เราต้องอยู่แพร่ ..ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว อยู่เชียงใหม่ก็ไปทำบุญ 9 วัด ละ กัน